ไม่พบผลการค้นหา
'พีรวิชญ์' ย้ำ สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ฉบับเพื่อไทย มุ่งเป้าเรียนจบไม่ตกงาน เปลี่ยนจาก Silo สู่ Synergy เพราะ 'การศึกษา' คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของชีวิตและเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลาไม่น้อย

พีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ว่า พ.ร.บ. การศึกษาใหม่: เรียนไปไม่ตกงาน แค่ปรับเปลี่ยนการวางแผนของภาครัฐ

สวัสดีครับทุกคน! สานต่อจากที่พี่เชน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย) ได้เล่าถึงภาพรวมของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ผมและทีมทำงานอย่างหนักมาเป็นปี ๆ ครับ วันนี้จึงขอมาเจาะลึกในมุมที่เป็นหนึ่งในสี่ห้องหัวใจสำคัญ นั่นคือการทำให้ "การศึกษาตอบโจทย์ตลาดแรงงาน" (Education meets Labor Market) ง่าย ๆ คือ เรียนไปมีงานรองรับ ครับ

ที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับการที่แต่ละหน่วยงานดูแลรับผิดชอบเฉพาะส่วนของตัวเองแบบแยกส่วน (Silo) กระทรวงศึกษาฯ ดูแลการเรียน กระทรวงแรงงานดูแลคนทำงาน ส่วนเอกชนก็เป็นผู้รับคนเข้าทำงาน แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ กำลังจะเปลี่ยนภาพนั้นใหม่ครับ เราจะประสานการทำงานของทุกภาคส่วนให้เชื่อมโยงกันเป็นทีมเดียว (Synergy) เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ "ความสำเร็จของเด็กไทย"

มาดูกันครับว่า การ Synergy ครั้งนี้ จะสร้างโอกาสดี ๆ อะไรให้กับประชาชนและลูกหลานของเราบ้าง

1. รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทิศทางที่ชัดเจน

เราจะมีการจัดตั้ง "คณะกรรมการพัฒนาผลิตภาพและทุนมนุษย์แห่งชาติ" (Productivity Superboard) ซึ่งจะเป็นพื้นที่แห่งการร่วมมือกันอย่างแท้จริง โดยมีทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้ามาทำงานร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือ เราดึงผู้ที่สามารถสะท้อนความต้องการของตลาดแรงงานตัวจริง อย่างตัวแทนจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ หอการค้าแห่งประเทศไทย มาร่วมนั่งโต๊สางแผนอนาคตไปด้วยกันครับ

แนวคิดเรื่องการมี "Superboard" แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ประเทศชั้นนำระดับโลกใช้โมเดลนี้แก้ปัญหามาแล้วนักต่อนัก เช่น สิงคโปร์

: เขามีบอร์ดระดับชาติที่เรียกว่า Future Economy Council (FEC) และ SkillsFuture ที่ดึงรัฐมนตรี ภาคเอกชน และสหภาพแรงงาน มานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อชี้เป้าว่าประเทศต้องการทักษะอะไร แล้วให้สถาบันการศึกษาผลิตคนตามนั้น ออสเตรเลีย

: มีหน่วยงานที่ชื่อว่า Jobs and Skills Australia (JSA) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมกระทรวงศึกษาฯ กับภาคธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาทักษะขาดแคลน (Skills Shortage) ได้อย่างแม่นยำผ่านงานวิจัยและข้อมูล แรงงานจึงพอดีกับความต้องการ ค่าแรงก็จะไม่ถูกเกินไปตามกลไกตลาด

2. ใช้ “ข้อมูล” นำทาง สร้างทักษะที่โลกต้องการ

คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่นำ "ข้อมูลตลาดแรงงาน" มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อกำหนด "ทักษะเป้าหมาย" ที่ประเทศต้องการ การจัดการศึกษาของไทยจะสอดรับกับทิศทางโลกและกลไกห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ทำให้อุ่นใจได้ว่า ลูกหลานของเราจะได้เรียนในวิชาที่จบมาแล้วมีตำแหน่งงานรองรับ สามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างภาคภูมิใจแน่นอนครับ (ถ้าใครรู้จักอ.พันศักดิ์ วิญญรัตน์ แกก็จะบอกว่านี่แหละ Dignity of Income)

3. สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนในสาขาที่ตลาดต้องการ

นี่คือจุดที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองได้อย่างมากครับ เพราะรัฐจะจัดให้ทุกคนมีสิทธิและโอกาสรับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปจนถึงระดับอนุปริญญา “ที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน" หรือตามสัดส่วนที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้ เป็นการลงทุนงบประมาณของรัฐที่ตรงจุด และสร้างแรงจูงใจให้เด็ก ๆ เลือกเรียนในสายที่ประเทศกำลังต้องการครับ

4. ยกระดับสายอาชีวะ สู่ยุคทองของคนมีฝีมือ รัฐจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้ผู้เรียนที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าศึกษาต่อใน "ด้านอาชีวศึกษา" เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ต่อไปนี้สายอาชีพจะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ครับ สายอาชีพคือขุมพลังที่รัฐไทยเผิกเฉยมานานครับ คนคุณภาพหลักสูตรตรงตลาด เราอยากผลักดันครับ

การศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของชีวิตและเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยครับ แต่การเปลี่ยนผ่านจาก Silo สู่ Synergy ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มและช่วยสร้างความมั่นใจให้ทุกครอบครัวว่า เวลาและความตั้งใจที่ลูกหลานทุ่มเทให้กับการเรียน จะผลิดอกออกผลเป็นอาชีพการงานที่มั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีครับ