ไม่พบผลการค้นหา
ห้องหลบร้อน-ห้องปลอดฝุ่น : เมื่อไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่หนีภัยอากาศเข้าห้อง เพราะโลกก็ทำแบบเดียวกัน แต่ด้วยบริบทที่ต่างกัน

โดยปกติแล้วเราคุ้นเคยกับภาพคนไทยพกหน้ากากอนามัย หรือเปิดแอร์หนีอากาศร้อน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภัยจากสภาพอากาศกลายเป็นเรื่องจริงจังถึงขั้นที่รัฐบาลและท้องถิ่นต้องจัดพื้นที่สาธารณะเป็น ‘สถานหลบภัยจากสภาพอากาศ’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในรูปของห้องหลบร้อนและห้องปลอดฝุ่น 

ห้องหลบร้อนของ กทม. มาจากความจำเป็นทางสภาพอากาศ กรุงเทพมหานครจึงเปิดโครงการ BKK Cooling Center หรือห้องหลบร้อน จำนวน 255 แห่งทั่วเมือง กระจายตามสำนักงานเขต 50 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง รวมถึงศูนย์กีฬา ห้องสมุด และโรงเรียน บริการทั้งหมดนี้ฟรี มีน้ำดื่มและยาสามัญ เน้นรองรับกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงต่อ Heat Stroke โดยเฉพาะ

โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดห้องแอร์ต้อนรับคน แต่เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า อากาศร้อนกลายเป็นภัยสาธารณสุขที่รัฐต้องรับผิดชอบ

ขณะที่กรุงเทพฯ สู้กับความร้อน ภาคเหนือของไทยเผชิญศึกคนละแบบ นั่นคือฝุ่น PM2.5 จากการเผาที่ปกคลุมเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงทุกปี ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงขึ้นเหนือไปเพื่อนำเอาเทคโนโลยีของคนไทย ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าติดตั้ง ‘ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร’ ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ก่อนเดินหน้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเป็นลำดับถัดไป

ไม่ใช่แค่ไทยที่ทำ เพราะโลกก็ทำแบบเดียวกัน แต่ด้วยบริบทที่ต่างกัน

อเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ Cooling Center กันอย่างแพร่หลายที่สุด โดยเฉพาะในเมืองทางใต้และชายฝั่งตะวันตก เมืองอย่าง Los Angeles, New York, Chicago และ Boston ต่างตั้งจุดบริการตามห้องสมุดสาธารณะ ศูนย์ชุมชน และสถานีตำรวจ มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางอย่างคนไร้บ้าน ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่มีแอร์ในบ้าน นอกจากนี้ ในช่วงไฟป่าจากแคนาดาที่ควันลอยปกคลุมหลายรัฐ หน่วยงานสาธารณสุขยังแนะนำให้ประชาชนเข้าหลบในอาคารสาธารณะที่มีระบบกรองอากาศ ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Clean Air Shelter ไปในตัว

ส่วนเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ไปไกลกว่าแค่ห้องหลบร้อน ด้วยการจัดตั้งเครือข่าย Climate Shelters ตั้งแต่ปี 2019 โดยดัดแปลงพื้นที่สาธารณะอย่างห้องสมุด ศูนย์พลเมือง สวนสาธารณะ และโรงเรียน ให้รองรับภัยสภาพอากาศได้ทุกรูปแบบ ทั้งร้อนจัดและหนาวจัด เป็นการวางระบบระยะยาว ไม่ใช่เพียงมาตรการฉุกเฉินชั่วคราว

ฟากยุโรปเรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงในปี 2003 เพราะคลื่นความร้อนในปีนั้นได้คร่าชีวิตชาวยุโรปกว่า 70,000 คน นับแต่นั้นหลายประเทศจึงเปิด cooling center ทุกฤดูร้อน มาดริดยังส่งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินบนจักรยานออกแจกน้ำแข็งและน้ำดื่มตามท้องถนน ขณะที่บัวโนสไอเรสและออสเตรเลียใช้โทรศัพท์ตรวจสอบสวัสดิภาพผู้สูงอายุในวันอากาศร้อน

ด้านแคนาดาและออสเตรเลีย เน้นห้องปลอดฝุ่นจากไฟป่า เนื่องด้วยทั้งสองประเทศนี้เผชิญควันไฟป่าเป็นประจำ งานวิจัยจาก British Columbia พบว่าบ้านที่ติดตั้ง HEPA filter ในช่วงไฟป่า มีค่า PM2.5 ภายในลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ออสเตรเลียยังศึกษาการใช้ห้องสมุดสาธารณะเป็น cleaner indoor air shelter ในช่วงวิกฤตไฟป่า และพบว่าได้ผลดีในการช่วยลดการสัมผัสฝุ่นของประชาชน

ยุโรปสู้กับความร้อน แคนาดาสู้กับควันไฟ แต่ไทย โดยเฉพาะภาคเหนือต้องรับมือทั้งสองเรื่องพร้อมกัน ในช่วงมีนาคมถึงเมษายน อากาศร้อนจัดและฝุ่น PM2.5 มาคู่กัน ทำให้ห้องที่ดีในบริบทไทยต้องทั้ง ‘เย็น’ และ ‘กรองฝุ่นได้’ ในเวลาเดียวกัน 

ห้องหลบร้อนและห้องปลอดฝุ่นที่ไทยกำลังทำจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และแม้จะมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่สิ่งนี้เป็นเรื่องที่โลกทั้งโลกจำเป็นต้องทำ เพราะสภาพอากาศสุดขีดไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป และรัฐในหลายประเทศเริ่มยอมรับแล้วว่าการปกป้องประชาชนจากอากาศภายนอก คือหน้าที่พื้นฐานของรัฐบาลยุคใหม่ ไม่ต่างจากการจัดหาน้ำสะอาดหรือไฟฟ้า

คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าต้องทำหรือไม่ แต่จะทำให้ครอบคลุมและยั่งยืนได้อย่างไร เพื่อให้คนไทยมีที่พักพิงในฤดูร้อนและฤดูฝุ่น

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S016920462300155X

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8070163/

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11261837/