ไม่พบผลการค้นหา
ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ย้อนความจริง คดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง (นปช.) ปี 2553 ที่ถูก 'ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก ตกไป' คนสั่งการไม่เคยถูกไต่สวน คนเสื้อแดงยังรอความยุติธรรม

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แฟนเพจเฟซบุ๊ก วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) โดยระบุว่า

#ถามวัวตอบควาย

จากข่าวนิสิตจุฬาฯ ชูป้าย  ต่อหน้านายอภิสิทธิ์   แต่คำตอบที่ได้ นอกจากไม่ได้ตอบแล้ว ก็ได้โต้ตอบกลับด้วยผลของคดีของเขา

ผมจะมาย้อนให้หลายๆคนทราบ …

[1]การชุมนุมของคนเสื้อแดงร่วมแสนในปี 2553 จบลงด้วยประชาชนนับ 1,000 ราย ถูกดำเนินคดีด้วยประกาศต่างๆตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ ศอฉ.โดยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการจับผู้ฝ่าฝืนการชุมนุมดำเนินคดีข้อหาร้ายแรงกว่า 100 คดี  ทั้งในกรุงเทพฯปริมณฑลและต่างจังหวัด

[2]ต่อมาภายหลังจาก คสช. ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง(รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) กระทั่งเมื่อ 22 พฤษภาคม 2558 ได้ 1 ปีเศษ  อะไรๆภายใต้อำนาจ คสช.ก็เกิดขึ้นภายใต้อำนาจดุลพินิจ ของ ป.ป.ช. 

ใช่ครับ ผมกำลังกล่าวถึง อำนาจของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นพลเรือน ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน จนเกิดความรุนแรงทางการเมือง ทำให้เกิดการสังหารประชาชนกว่า 100 ศพ 

กระสุนจริง.jpg

”คดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง“

[3]ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่ง ที่อยู่ในที่ชุมนุมปี 2552,2553 ต่อมาได้ทำหน้าที่ทนายความในการพิสูจน์ความจริงจากการถูกใส่ร้าย  การต่อสู้คดีของคนเสื้อแดง  ต่างรู้ดีว่าผู้ที่มีอำนาจและเจ้าหน้าที่รัฐที่มาเกี่ยวข้องกับการใช้กองกำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม

นี่คือหนึ่งเหตุการณ์… เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 03.00  ศอฉ.ดำเนินการมาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่ตามแนวทางสั่งการของรัฐบาล  โดยมีข้อมูลตามกระดานเขียนข่าว ว่า ผอ.ศอฉ. ได้สั่งการให้มีการใช้อาวุธปืนและกระสุนจริง พร้อมยุทโธปกรณ์ทางการทหารเต็มอัตราศึกบุกเข้าทำลายแนวกั้นของผู้ชุมนุม เพียงเพื่อต้องการให้ยุติการชุมนุมและจับตัวแกนนำ

ผลที่ตามมาคือความตายและการเจ็บของประชาชนจำนวนมาก 

[4]“เหตุการณ์ 6 ศพ วัดปทุมวราราม”

ในการสลายชุมปี53  ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนคดีพิเศษ ที่ศาลมีคำสั่ง ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษแล้วหลายคดีซึ่งรวมถึงการตั้งรูปคดี เป็นสำนวนการวิสามัญฯ ที่ 6 ศพวัดปทุมฯ  ที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนชันสูตร 6 ศพ วัดปทุมฯ เเล้วได้เคยถูกส่งมาเป็นสำนวนประกอบท้ายสำนวนในคดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เเละนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในความผิดฐานร่วมกันก่อ หรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เเต่การส่งมาในขณะนั้นเป็นเพียงสำนวนประกอบเพื่อเอาผิด นายอภิสิทธิ์ เเละนายสุเทพ ซึ่งเป็นสำนวนหลัก

โดยขณะนั้นทางดีเอสไอเเจ้งกับทางอัยการว่า “ ยังไม่สามารถหาตัวผู้ยิงได้ว่าเป็นใคร”  เเต่ส่งมาเพื่อประกอบสำนวนของอภิสิทธิ์ เเละนายสุเทพ

อัยการก็ยื่นฟ้องไปโดยเเนบคำสั่งศาลคดี 6 ศพ วัดปทุมฯเเละสำนวนไต่สวนการตายอื่นๆ ไปท้ายฟ้อง โดยที่ยังไม่ได้พูดในเนื้อหาว่าคดีที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายมาเเล้วว่าใครเป็นผู้กระทำเนื่องจากทางพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ยังไม่ทำสำนวนมา เป็นเพียงเเต่การเเนบสำนวนไปให้ศาลเห็นว่าอภิสิทธิ์ เเละนายสุเทพเป็นผู้สั่งการเเละใช้ให้มีการกระทำเกิดขึ้น เเต่ต่อมาภายศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอำนาจ ปปช. 

"จึงมีมติให้ส่งเรื่องการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นผู้กระทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว  รวมทั้งนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่   ซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 (ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)  ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษต่อไป.."

นั่นคือ ถ้อยแถลงบางส่วนของข่าวสำนักงานป.ป.ช. ที่เผยแพร่อออกมา (ดูภาพประกอบ)

ปปช อภิสิทธิ์1.jpgปปช อภิสิทธิ์2.jpg

[5] ป.ป.ช.ในยุค คสช.  ยอมรับในตัวว่า ทหารเป็นผู้ทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บขึ้นกับประชาชนจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมทั้งเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2553  เพราะหลักฐานมันชัดแจ้งจนยากที่จะไม่ยอมรับ 

แต่คนที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งให้ใช้กำลัง ให้ใช้อาวุธปืนกระสุนจริง  ทั้งซุ่มยิงทั้งยิงโจ่งแจ้ง  ก็เป็นไปตามทางไต่สวนฯ คือ พ้นผิดจากข้อกล่าวหา

จากการไต่สวนคดีนี้  ส่งผลในทางกฎหมายทันทีว่า

*ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 รายกับพวก ได้ทำตามหน้าที่โดยมีมาตรการจากเบาไปหาหนักแล้ว ส่วนเรื่องที่มีมติส่งไปให้ดีเอสไอสอบสวนต่อนั้น คือกรณีที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในที่เกิดเหตุ เพื่อให้ดีเอสไอ สอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดกรณีที่ทำให้มีการตายเกิดขึ้น หรือการฆ่าคนตายที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ยิงถือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับผู้สั่งการแต่อย่างใด 

[6] บทละครแบบนี้ คือ การโยนให้ดีเอสไอก็เพื่อเอาไว้ตอบสังคมว่าให้หาคนฆ่าประชาชนมาให้ได้สิ   ทั้งๆที่ได้รับรองโดยการสอบสวนของป.ป.ช. ว่าทำโดยชอบ พอสมควรแก่เหตุ และโดยสุจริต   ตามนัย ม.17 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  ไว้แล้ว   ฉะนั้น การจะเอาผิดกับผู้ปฏิบัติย่อมไม่ได้  เพราะได้ประโยชน์จากผลการไต่สวนฯและข้อยกเว้นความรับผิดนั้นแล้ว (จบไหม?)

ข้อกล่าวหาว่า  ”การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารระงับเหตุไม่เป็นไปตามหลักสากล และไม่อยู่ในเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพจึงเข้าข่ายความผิดการใช้อำนาจโดยมิชอบนั้น เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตาม ป.อ. ม.157“  คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง และไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา

[7] มันไม่ใช่คดีฆาตกรรม(ป.ป.ช.และศาลยุติธรรม เห็นสอดคล้องกัน)  ทั้งๆ ที่การฟ้องคดีต่อศาลอาญา  เจ้าพนักงานใช้อาวุธสงครามยิงผู้ตาย ย่อมเป็นการกระทำนอกเหนือตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยทั้งสอง  ทั้งการ มีคำสั่งอนุมัติใช้อาวุธและกระสุนจริง รวมทั้งพลแม่นปืนปฏิบัติหน้าที่ จำเลยทั้งสองมีเจตนาเล็งเห็นผลว่าเจ้าพนักงานจะใช้อาวุธสงครามยิงประชาชนได้ เป็นเรื่องการกระทำนอกเหนือตำแหน่งราชการ เป็นการก่อหรือใช้ให้เจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดฐานก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าคนตายตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 84  

* สรุป คดีทั้งหมดเกี่ยวกับการชุมนุม 2553 จึงกลับมาอยู่ในมือของป.ป.ช.

สุดท้ายส่งท้ายปี (29 ธ.ค.58) ป.ป.ช. มีมติให้ทั้งสองคดีตกไป เพราะเห็นว่าการ คำสั่งที่มีหลักฐานลงนามโดย ผอ.ศอฉ. ที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันตนเองได้จะเป็นไปตามหลักสากล คือ ความตายที่เกิดจากอาวุธทหารเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ 

[8] ที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายกับน้องนักศึกษาคนนั้น  ตอบได้ถูกต้องในผลของคดีที่กล่าวหาเขา เพราะ…

ศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจพิจารณาสำนวนสอบสวนความผิดที่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.  แต่ ป.ป.ช. ปิดจบ(ไง)

แต่ความรับผิดชอบทางมนุษยธรรมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อเหตุโศกนาฏกรรมที่ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย จากการชุมนุมทางการเมือง มันยากที่จบลงด้วยการเดินหนีไป.

ที่มา : วิญญัติ ชาติมนตรี