ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายนที่กำลังจะมาถึง หลังจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เป็นสมัยที่ 2 ในวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา จุดแข็งตลอดการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ของชัชชาติตลอดวาระ 4 ปีที่ผ่านมา คือการทำงานจนกรุงเทพฯ เกิดความเปลี่ยนแปลงจนสังเกตได้ กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงไปจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การทำงานเมืองไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหากรุงเทพฯ ในมิติใหญ่ๆ หรือไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่มุ่งแก้แค่เพียงพื้นที่ทางกายภาพให้ ‘ใช้ได้’ เพียงเท่านั้น
แต่ในแง่ของการบริหารจัดการเมือง อันเป็นพื้นที่กายภาพที่ประกอบไปด้วยถนน หนทาง ขนส่งสาธารณะ ตึก อาคาร สวนสาธาณะ ซึ่งมีความปลอดภัย และมีความ ‘ใช้ได้’ คือประชาชนได้เข้าไปใช้งานจริงๆ ในระดับเมือง การ ‘ใช้ได้’ และ ‘ได้ใช้’ อาจนำไปสู่มิติทาง ‘การเมือง’ ได้เช่นกัน
เมืองคือพื้นที่แห่งความหลากหลาย คนหลากหลาย ความคิดที่หลากหลาย การทำเมืองที่ใช้งานได้จึงเปิดโอกาสให้ผู้คนออกมาใช้งาน มาพบปะ แลกเปลี่ยน และนำไปสู่ความรู้สึก ‘เป็นเจ้าของเมือง’ นั้นๆ ร่วมกัน ในที่สุด และอาจนำไปสู่ความรู้สึกของการ ‘เป็นพลเมือง’ ที่ดีมากขึ้น เกิดความรู้สึกอยากมีส่วนร่วม และเข้าขับเคลื่อนเมืองในฐานะองคาพยพหนึ่งของเมือง เพราะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน
การทำให้เมืองดี จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาจุกจิก แต่เมืองที่ดีนำไปสู่ความเป็นการเมืองที่ดี และสามารถสร้างโอกาสและความหวังให้คนกรุงผ่านการทำงานของพื้นที่กายภาพนี่เอง
เมืองคือพื้นที่คนแปลกหน้าได้มาพบกัน การทำให้เมืองใช้ดีจึงสำคัญ
งานเมืองคือการขับเคลื่อนเมือง รวมถึงการเมืองที่แฝงอยู่ในพื้นที่เมือง รากฐานของคำว่าเมือง นิยามหนึ่งเมื่อเกิดเมืองใหญ่ หรือ Cities ขึ้น นักสังคมวิทยาก็ตั้งคำถามว่าแล้ว ‘เมืองคืออะไร’ ก่อนจะขยายไปสู่ผลกระทบของเมืองต่อผู้อยู่อาศัย
ในบทความจาก The New Yorker ชื่อบทความตรงไปตรงมาว่า ‘เมืองทำให้เราเป็นพลเมืองที่ดีขึ้นได้ไหม’ อ้างอิงนิยามจากริชาร์ด เซ็นเน็ต ว่าเมืองคือ “ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ที่คนแปลกหน้ามีแนวโน้มจะได้พบกัน”
นิยามของเมืองจึงเรียบง่าย เมืองคือพื้นที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าจำนวนมหาศาล เมืองเป็นพื้นที่ของความหลากหลายของระบบและโครงข่ายความสัมพันธ์ที่เหลื่อมซ้อนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จากการนิยามเมืองในฐานะพื้นที่ของความแปลกหน้า ในมุมมองของริชาร์ด เซ็นเน็ตซึ่งศึกษาเรื่องเมืองและสนใจด้านการออกแบบเมือง เสนอว่า Meeting strangers is a civic duty. หรือ “การพบกันของคนแปลกหน้า คือหน้าที่พลเมืองอย่างหนึ่ง”
หมายความว่าในความหลากหลายและความแปลกหน้าของพื้นที่เมือง การทำพื้นที่กายภาพที่ใช้งานได้ ทำให้ผู้คนออกมาพบเจอกัน มามองเห็น รับรู้ว่ามีผู้คนที่แตกต่างหลากหลายรอบตัว เดินผ่านและรับรู้การมีอยู่ของกันและกัน ไปจนถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่ไม่ได้แค่สะท้อนภาพของกลุ่มคนของเราเอง
การทำพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนออกมาใช้งาน คือการเปิดโอกาสให้คน
หากมองว่าเมืองคือพื้นที่ของคนแปลกหน้า พื้นที่เมืองที่อยู่นอกไปจากบริเวณบ้านและสถานที่ที่เราคุ้นเคย ก็ถือเป็นพื้นที่แปลกหน้าของเราด้วยเช่นกัน ในแง่นี้ พื้นที่เมืองอย่าง ถนน ทางเท้า ป้ายรถเมล์ หรือพื้นที่อื่นๆ ที่เราเดินผ่านทุกวันจึงเป็นแค่ ‘พื้นที่’ หรือ Space เป็นเมืองหรือพื้นที่ที่ไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไรกับเราในฐานะผู้อยู่อาศัย
ความสำคัญของการสร้างความหมายให้พื้นที่เมือง คือการทำให้พื้นที่นั้นๆ กลายเป็น ‘สถานที่’ หรือ Place คือเปลี่ยน space เปล่าๆ ให้กลายเป็น place กรอบคิดสำคัญคือการมองเห็นว่ามนุษย์เราจะมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ใดๆ หรือ Place Attachment ผ่านการที่เรามีเรื่องราวหรือความทรงจำที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
เรามองเห็นเมืองผ่านการใช้ชีวิต หรือความทรงจำที่เฉพาะเจาะจง เราจดจำบรรยากาศ เรื่องราวของเราที่เกิดขึ้นบนถนน ในสวน หรือในห้องสมุด ความรู้สึกและความทรงจำ เป็นสิ่งที่ให้ความหมายและยึดโยงเราเข้าสู่พื้นที่ทางกายภาพ
ดังนั้นการทำพื้นที่กายภาพให้อย่างน้อยที่สุดผู้คนได้ออกมาใช้งาน มาใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ออกมาสัมผัสพื้นที่เมืองและพื้นที่สาธารณะต่างๆ ที่ถูกสร้างและออกแบบขึ้นไว้ให้ใช้งานได้ และออกมาใช้กันบ่อยๆ เมื่อพื้นที่ต่างๆ นั้นใช้งานได้ดี
การสร้างสถานที่ หรือ Placemaking ในพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ จึงเป็นการสร้างพื้นที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก เกิดพื้นที่ใช้งานน้อยใหญ่ พื้นที่ที่แน่นอนว่าเปิดโอกาสให้คนเมืองแบบเราๆ ได้ไปสัมผัสและสร้างความหมายในชีวิตคนเมือง และเปิดโอกาสให้เราได้พบปะกับ ‘คนอื่นๆ’ ที่อยู่ร่วมเมืองใหญ่กับเรา ซึ่งวันหนึ่งการพบปะกันในครั้งนั้น อาจเป็นประตูไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
‘งานเมือง’ เรื่องที่ไม่เคยเล็ก
การจัดการงานเมืองที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ ทั้งทางเท้าที่เดินสะดวก ทางข้ามที่ปลอดภัย สวนที่เปิดรับความสนใจและวิถีชีวิตที่หลากหลาย สวนจิ๋วที่กระจายตัวอยู่ ทางเดินริมแม่น้ำที่ปลอดภัย ลานกีฬาใต้ทางด่วน ห้องสมุด และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ที่เปิดให้เราได้ออกไปใช้เวลา ‘อยู่ในเมือง’ จึงนำไปสู่ความรู้สึกที่เรามีต่อพื้นที่เมืองนั้นๆ กรุงเทพฯ เริ่มกลายเป็น ‘พื้นที่ของเรา’ เราเริ่ม ‘มีความรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองร่วมกัน’
ประเด็นเรื่องเมืองๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราอาจต้องพูดถึงเรื่องที่แสนจะพื้นฐาน คือการทำเมืองให้ดี ให้คนได้ออกไปใช้งาน ไปอยู่ในพื้นที่เมืองได้ มีพื้นที่สาธารณะที่ดี เพียงพอ และใส่ใจต่อผู้คน
การมีพื้นที่กายภาพที่ดี จึงอาจเป็นประตูบานแรกไปสู่การเปลี่ยนแปลงความคิด จากความรู้สึกเชื่อมโยงต่อพื้นที่เมือง อันเกิดจากการใช้งานพื้นที่กายภาพของเมือง แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การมองเห็นว่าเมืองหนึ่งๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อเห็นความเป็นไปได้ของความเปลี่ยนแปลงแล้ว เราจึงเริ่มมีความหวังร่วมกัน เริ่มมองเห็นอนาคตและโอกาสในทิศทางที่มีเราเข้าร่วมกำหนดไปด้วยกัน
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.newyorker.com/books/page-turner/can-cities-make-us-better-citizens
https://www.attachmentproject.com/psychology/place-attachment/