ไม่พบผลการค้นหา
‘จาตุรนต์’ เสียใจเหตุเครนถล่ม ‘สีคิ้ว - พระราม 2’  จี้ นายกฯสั่งการให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบ ประสานงาน บูรณาการ โดยเร็ว แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้เร็ว และ วางระบบป้องกันเหตุจะที่เกิดขึ้นใหม่

จาตุรนต์ ฉายแสง ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (16 มกราคม 2568) ว่าขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับความสูญเสียจากเหตุเครนถล่ม รวมถึงเหตุทางยกระดับถล่มล่าสุดซึ่งมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกสองราย

อุบัติเหตุขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมเช่นนี้ เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย และสร้างความเสียหายในหลายด้าน โดยเฉพาะต่อชีวิตและร่างกายของประชาชน ผู้บริหารประเทศและผู้รับผิดชอบทั้งหลายคงต้องตั้งหลักกันใหม่แล้ว

ผมเคยทำงานด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการป้องกันอุบัติภัย สอบถามผู้ที่ทำงานด้านนี้พบว่า มีเรื่องที่ต้องดูแลอย่างจริงจังอยู่หลายประการ เช่น มาตรฐานของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และมาตรฐานความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง ทั้งในด้านความปลอดภัยของคนงาน และความปลอดภัยของประชาชนผู้สัญจรไปมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงานในต่างมิติ แต่ยังขาดการกำหนดหน้าที่ที่ชัดเจน และขาดกลไกตรวจสอบเชิงดุลซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ

ที่สำคัญ ยังขาดระบบ “ติดตาม–ตรวจสอบ–เฝ้าระวัง” อย่างต่อเนื่องเพื่อยืนยันว่า มาตรการที่บอกว่าปลอดภัยนั้น “ปลอดภัยจริง” และเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปตามดุลยพินิจของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่อาจมีความรู้ความเข้าใจแตกต่างกันไป

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ยังเห็นปัญหาด้านระบบบัญชาการในพื้นที่และระบบประสานงานที่ไม่ชัดเจน ทำให้การสั่งการสะเปะสะปะ และการช่วยชีวิตคนล่าช้า ทั้งที่ควรมีโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์ที่ทำงานได้ทันที เพื่อให้หน่วยกู้ภัยและหน่วยช่วยชีวิตเข้าถึงผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนว่า แม้หน่วยกู้ภัยเอกชนและหน่วยสงเคราะห์การกุศลจะทำงานอย่างน่ายกย่องเพียงใด ก็ยังจำเป็นที่จะต้องเพิ่ม “ขีดความสามารถของรัฐ” อย่างจริงจังเพราะรัฐยังไม่มีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ ทั้งกำลังคน อุปกรณ์ และความเชี่ยวชาญระดับสูงสำหรับรับมือสถานการณ์ซับซ้อนแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อหน้างานเต็มไปด้วยโครงเหล็ก วัสดุก่อสร้าง และความเสี่ยงรอบด้าน หากไม่มีทีมที่เชี่ยวชาญและมีอำนาจตัดสินใจ ก็จะเกิดภาวะ “ไม่รู้จะแก้ตรงไหน ไม่มีใครกล้าทำ” และสุดท้ายประชาชนต้องเป็นผู้รับเคราะห์

ทั้งที่ในระบบบริหารราชการ เรามีคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติมานานแล้ว แต่ก็ทราบว่าไม่มีการประชุมกันมาหลายปี ทำให้การบูรณาการงานด้านนี้ให้เป็นระบบและได้มาตรฐานไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งที่กลไกนี้ควรเป็นพื้นที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ หารือ วางแผนร่วมกัน สรุปบทเรียน และหาทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ

ข้อเสนอ

1. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ครอบคลุมทั้งมาตรฐานวัสดุและความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้ตรวจสอบถ่วงดุลกันได้จริง

2. เร่งสร้างระบบ “ติดตาม–ตรวจสอบ–เฝ้าระวัง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันว่า “ปลอดภัยจริง” ตามมาตรฐาน และต้องมีหน่วยงานตรวจสอบที่เป็นอิสระและมีอำนาจจริง เพราะเราไม่สามารถสั่งหยุดงานก่อสร้างไปได้เรื่อย ๆ ทางออกคือ “เดินหน้าโดยมีหลักประกันความปลอดภัย”

3. จัดให้มีระบบบัญชาการในพื้นที่และระบบประสานงานที่ชัดเจน ใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้การสั่งการไม่สะเปะสะปะ และให้หน่วยกู้ภัย/หน่วยช่วยชีวิตเข้าถึงผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที

4.ยกระดับขีดความสามารถของรัฐในการรับมืออุบัติภัยขนาดใหญ่ ทั้งกำลังคน อุปกรณ์ และความเชี่ยวชาญ พร้อมเตรียมกำลังสำหรับสถานการณ์ซับซ้อน ไม่ให้พึ่งพาเฉพาะหน่วยกู้ภัยเอกชนและหน่วยสงเคราะห์การกุศลเพียงลำพัง

5.ฟื้นและใช้กลไก “คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ” ให้ทำงานจริงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบูรณาการหลายหน่วยงาน วางแผนร่วมกัน สรุปบทเรียน และปรับมาตรฐานอย่างเป็นระบบ

6.เสนอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ “บูรณาการรอบด้านและทันเหตุการณ์” โดยเร็วที่สุด ตั้งแต่การกำกับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งาน การตรวจสอบอิสระ การเตรียมพร้อมกู้ภัย การบัญชาการเหตุการณ์ ไปจนถึงการสรุปบทเรียนและปรับระบบถาวร

7.ต้องมีหลักประกันที่ชัดเจนว่าจะมีกลไกป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำขึ้นอีก ไม่ใช่แก้เป็นครั้ง ๆ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม

หวังว่านายกฯจะนำความเห็นนี้ไปใช้ประโยชน์ได้บ้างและหวังว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมสากลโดยเร็วที่สุด