ไม่พบผลการค้นหา
'ลดาวัลลิ์' จี้ ผบ.ตร.เร่งคดีชายตบหน้าหญิงข้ามเพศให้จบก่อน 25 พ.ย.วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวถึงกรณีชาย ซึ่งเป็นแขกใช้ความรุนแรงตบหน้าหญิงข้ามเพศ พนักงานโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา เพราะโมโหที่ถูกห้ามสูบบุหรี่ในห้องประชุมวีไอพี เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา

โดยผู้เสียหายได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาไว้แล้ว แต่เรื่องกลับเงียบไม่มีความคืบหน้าเลย ทั้งที่ สถานีโทรทัศน์หลายช่องนำคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดคดีนี้จึงเงียบไปนานถึง 17 วันเช่นนี้ หรือ ผกก.สภ.อ.เมืองพระนครศรีอยุทธยาไม่สนใจความเดือดร้อนที่ผู้หญิงข้ามเพศถูกทำร้ายร่างกาย หรือท่านเกรงกลัวใครหรือไม่

ดังนั้น จึงขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รีบลงไปดูแลคดีนี้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เสียชื่อมาถึงรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ความรุนแรงต่อสตรีข้ามเพศทั้งๆ ที่ผู้เสียหายได้ไปแจ้งความขอความคุ้มครองและความเป็นธรรมไว้แล้ว 

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ทุกฝ่ายทราบกันหรือยังว่าการห้ามสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ และห้องประชุมเป็นสิทธิที่ทุกโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารทุกแห่งสามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 สถานที่ใดมีสติ๊กเกอร์ระบุว่าเป็น “เขตปลอดบุหรี่” สถานที่นั้นควรจะต้องได้รับการพิทักษ์ให้เป็นสถานที่ปลอดบุหรี่และควันบุหรี่อย่างสิ้นเชิง 

ที่สำคัญอีกเพียง 1 วันก็จะถึงวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลคือวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขชื่อเสียงที่เสียหายจากกรณีนี้ รัฐบาลโดย ผบ.ตร.ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฏหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ ให้ความสำคัญในนโยบายที่จะยุติความรุนแรงต่อสตรีและสตรีข้ามเพศทุกรูปแบบโดยเร็วก่อนวันที่ 25 พ.ย.2561 นี้ เพื่อให้เป็นของขวัญวันยุติความรุนเรงต่อสตรีสากลแก่ผู้หญิงไทยทุกคน 

"รัฐบาลต้องกวดขันและรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วยงานและประชาชนทั่วไป ตระหนักในเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงต่อสตรีและสตรีข้ามเพศทุกรูปแบบ ต้องเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาสังคมที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญมาก" นางลดาวัลลิ์กล่าว

ล่าสุดมีรายงานว่าผู้เสียหายได้ถอนแจ้งความแล้ว โดยมีการพูดคุยตกลงกัน ซึ่งชายคนดังกล่าวได้ขอโทษและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้มอบเงินสินไหมตอบแทนเป็นจำนวน40,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการปรับชายคนดังกล่าวจำนวน1,000 บาท ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น