วันนี้ (30 มี.ค. 2569) หลังนายอนุทินเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลได้ไม่นาน ปรากฏว่ามีชายสูงวัย สวมเสื้อสีฟ้า สวมหมวกนิรภัยติดสัญลักษณ์คนพิการ ขี่รถจักรยานยนต์ติดสติกเกอร์คนพิการ ฝ่าแนวกั้นจุดตรวจหน้าทำเนียบรัฐบาลขึ้นไปยังหน้าประตูตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นจุดที่นายกรัฐมนตรีใช้ลงจากรถเพื่อเข้าตึก โดยชายดังกล่าวได้บีบแตรลากยาวและตะโกนเรียกนายอนุทินหลายครั้ง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าวได้รีบเข้าประชิดตัวเพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมสอบถามและพยายามเจรจาให้ชายคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ แต่ชายรายนี้มีอาการร้องไห้และโวยวาย พยายามเรียกผู้สื่อข่าวให้เข้ามารับฟัง โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนและต้องการขอความเห็นใจ
ชายคนดังกล่าวยังอ้างว่าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ และเป็นคนบ้านเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ และ โสภณ ซารัมย์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลจะนำตัวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่ประกบหน้าหลัง พาออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล
ทราบชื่อภายหลังว่าชายคนดังกล่าวมีชื่อว่า นายพงศ์พิชาญ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี โดยในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยได้รับเงินเยียวยาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 20,000 บาท จากเหตุถูกทหารจังหวัดลพบุรีทำร้ายขณะนั่งรถแท็กซี่ และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลหัวเฉียว
นอกจากนี้ นายพงศ์พิชาญยังอ้างว่า ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2553 ตนเคยถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และต่อมาในสมัยรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเงินเยียวยาประมาณ 600,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้เดินทางมายื่นร้องเรียนต่อรัฐบาลเพื่อขอความเป็นธรรมใน 3 เรื่อง ได้แก่
1. ขอเงินเยียวยาเหตุการณ์ปี 2553 เพิ่มเป็นจำนวน 1,125,000 บาท
2. ขอความเป็นธรรมคดีรถชน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ในพื้นที่ สน.พหลโยธิน
3. ขอความเป็นธรรมคดีลักทรัพย์ ในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง
นายพงศ์พิชาญระบุว่า ที่ตัดสินใจเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ เพราะต้องการให้รัฐบาลรับฟังปัญหาและช่วยเหลือเรื่องที่ตนร้องเรียนมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และทราบมาจากโซเชียลว่านายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล จึงตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้บริหารประเทศ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้ารับเรื่องร้องเรียนของชายรายดังกล่าวไว้ พร้อมจัดหาอาหารและน้ำดื่มให้ เพื่อดูแลตามหลักมนุษยธรรมระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป