นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการศึกษา 5 ด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์ “All for Education” ณ หอประชุม 60 พรรษา มหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยมี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ คณะทำงานรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วม
รมว.ประเสริฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการมาเยือน แต่คือการมา (รับ) ฟัง มาเรียนรู้ และมาขับเคลื่อนงานร่วมกันในฐานะทีมเดียวกัน เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องบูรณาการกับทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อส่งต่อผู้เรียนสู่ระดับอุดมศึกษา กระทรวงแรงงาน เพื่อผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับตลาดงาน และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อลดจำนวนเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา
รมว.ประเสริฐ กล่าวถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์ “All for Education” ได้แก่
1. คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก ลดภาระงานธุรการ ลดโครงการซ้ำซ้อน ให้ครูกลับไปทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือ การสอนและดูแลนักเรียน
2. รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ ปรับสูตรงบประมาณรายหัวให้สะท้อนความต้องการจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนชนบทได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม
3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง ลดระบบท่องจำ เน้นทักษะคิดวิเคราะห์ และบูรณาการ AI Literacy ในทุกระดับชั้น
4. ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสิทธิของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา
5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของการศึกษาไทย ผ่านการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างระยะยาวให้การศึกษาไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
รมว.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความกังวลของสังคมเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียและเวลาหน้าจอของเด็ก เป็นวาระเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ โดยจะขับเคลื่อนควบคู่กับการพัฒนา AI Literacy ภายใต้ 3 แนวทาง คือ การปกป้องและคุ้มครองเด็กในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา การสร้างสุขภาวะดิจิทัลให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI เพื่อเตรียมเด็กไทยสู่โลกอนาคต
ส่วนการลดภาระงานครู กระทรวงศึกษาธิการทราบดีว่าครูไทยต้องแบกรับภาระงานนอกห้องเรียนมากเกินไป ทั้งงานเอกสาร งานรายงาน การกรอกแบบประเมิน และโครงการต่าง ๆ ที่ซ้ำซ้อน จึงได้ดำเนินการปรับลดและยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้อยู่กับนักเรียนมากขึ้น รวมถึงปรับรูปแบบการประเมินต่าง ๆ ให้สะดวก ลดขั้นตอน และไม่เพิ่มภาระเกินความจำเป็น
รมว.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม มีจริยธรรม และนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของจังหวัด โดยเฉพาะการติดตามเด็กจังหวัดร้อยเอ็ดกว่า 6,000 คน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด
“หากเราทุกคนทำงานในทิศทางเดียวกัน สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา และยึดประโยชน์ของเด็กเป็นศูนย์กลาง เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงการศึกษาในร้อยเอ็ดได้จริง เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการที่วันนี้ 4 องค์กรหลักทำงานเป็นทีมเดียวกัน เพื่ออนาคตของเด็กไทยทุกคน” รมว.ประเสริฐ กล่าว