ไม่พบผลการค้นหา
'สส.ณัฐธิดา' เพื่อไทย ชู หยุดสู้กับน้ำ แล้วหันมา 'อยู่กับน้ำ' บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ถึงสุโขทัย ผลักดัน 'โครงการยมฝั่งขวา' เปลี่ยนการ 'กั้นน้ำ' เป็นการ 'บริหารพื้นที่รับน้ำ' ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ของตัวเอง

ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ว่า หยุดสู้กับน้ำ แล้วหันมา "อยู่กับน้ำ" : บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ถึงสุโขทัย

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่พื้นที่กว่า 26% อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และกว่าครึ่งประเทศสูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตรด้วยซ้ำค่ะ แต่ทำไมประเทศที่ดูเหมือนจะ "จมน้ำ" ตลอดเวลาแบบนี้ ถึงกลายเป็นต้นแบบการจัดการน้ำที่คนทั่วโลกต้องมาดูงาน?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "การสู้กับน้ำ" แต่อยู่ที่ "วิธีคิดที่เปลี่ยนไป" ค่ะ

ย้อนกลับไปในปี 2496 (ค.ศ. 1953) เนเธอร์แลนด์เคยเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อน้ำทะเลทะลักเข้าท่วมประเทศจนคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 1,900 คนภายในคืนเดียว เหตุการณ์นั้นคือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เขาเลิกใช้วิธี "เอาชนะธรรมชาติ" แล้วเปลี่ยนมาเป็นแนวคิด "Room for the River" หรือการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ

สิ่งที่ทรายประทับใจที่สุดคือเนเธอแลนด์เลือกที่จะศึกษาทำความเข้าใจพื้นที่ "ถอยร่น" ทำพื้นที่ซับน้ำ ขุดแก้มลิง จัดการพื้นที่ผังเมือง จัดการน้ำในทุกหลังคาเรือน และสร้างนวัตกรรมอย่าง Waterplein (Water Square) จัตุรัสกลางเมืองที่เป็นมากกว่าสนามเด็กเล่น เพราะในยามวิกฤต มันสามารถแปลงสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมาที่จุได้ถึง 1.7 ล้านลิตร!

แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ยั่งยืนคือ Water Boards หรือ "สภาน้ำ" ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี มันคือการพิสูจน์ว่า การบริหารจัดการน้ำที่สำเร็จต้องเริ่มจาก "ชุมชน" ไม่ใช่เพียงส่วนกลางหรือเจ้าหน้าที่สั่งการ คนที่อยู่กับน้ำคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าควรจัดการน้ำอย่างไร

พอกลับมามองที่พี่น้องสุโขทัย เราอยู่กลางน้ำ เรารับพีคน้ำปริมาณมหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ เราเผชิญกับความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำทุกปี

ทรายสะท้อนใจทุกครั้งที่เห็นภาพการขนของหนีน้ำซ้ำซาก บางครอบครัวต้องสูญเสียรายได้ทั้งปีไปกับน้ำท่วมเพียงไม่กี่วัน ปัญหาพื้นฐานของเราใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์เมื่อ 70 ปีก่อน สิ่งสะท้อนให้เห็นคือการจัดกาาข้อมูลและ “ทางเลือก” ในการแก้ปัญหาค่ะ

ตอนนี้ทรายกำลังผลักดัน "โครงการยมฝั่งขวา" ที่ ครม. อนุมัติแล้ว ให้เดินหน้าตามแนวคิดนี้อย่างจริงจังค่ะ เราจะเปลี่ยนจากการ "กั้นน้ำ" มาเป็นการ "บริหารพื้นที่รับน้ำ" ให้แม่น้ำมีที่หายใจ และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ของตัวเอง พร้อมกับการขับเคลื่อนร่าง พรบ. ทรัพยากรน้ำ ฉบับใหม่ที่จะบรรจุเรื่องค่าเช่าที่พักน้ำหรือ Flood Easement เข้าไปด้วย เพื่อเปลี่ยนจากระบบการรอรับเงินเยียวยาที่มักจะล่าช้าและหมดหวัง มาเป็นการบริหารจัดการให้พื้นที่นั้นๆ ช่วยพักน้ำอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยให้คนในพื้นที่รับน้ำมีความมั่นคง สามารถวางแผนรับมือกับน้ำได้ มีข้อกำหนดเกี่ยวกับค่าเช่าพื้นที่รับน้ำอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องรอเยียวยาหลังน้ำท่วม

เนเธอร์แลนด์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะน้ำ แค่ต้องรู้วิธีอยู่กับมันให้ได้ ถ้าเขาทำได้ สุโขทัยและประเทศไทยก็ทำได้เหมือนกันค่ะ

ฝากแชร์เรื่องนี้ถึงพี่น้องสุโขทัยเรานะคะ ทรายอยากให้ทุกคนมีความหวัง และรู้ว่าในวิกฤตน้ำท่วมที่เจออยู่ เราไม่ได้สู้อยู่ลำพัง และมันมีทางออกที่ยั่งยืนรอเราอยู่ค่ะ