ไม่พบผลการค้นหา
'ฉัตริน จันทร์หอม' วิเคราะห์ 'ผลเลือกตั้ง'69' ที่ กกต.ประกาศเป็นทางการ ตามหลักคณิตศาสตร์ พบข้อมูลจากแบบฟอร์มทางการของ กกต. มีจุดที่ 'ไม่ลงตัว' หลายข้อ พร้อมระบุว่า กกต. ควรเปิดข้อมูลดิจิทัลให้ตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมา OCR เอกสารสแกนเอง

ฉัตริน จันทร์หอม ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า เลือกตั้ง 2569 : ข้อมูลพูดอะไร เขตไหนน่าสงสัย ใครได้ประโยชน์ หลังจากที่ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 วันก่อน ก็มีกระแสออกมาว่าทำไม ไม่ออกมากเป็นแบบ Excel ที่คนใช้ run data ตรวจสอบได้

เมื่อเช้านี้มีพลเมืองดี (คุณชานนท์ เงินทองดี @KillerNay) ที่ใช้ OCR สแกน PDF แบบฟอร์ม สส.6/1 ของ กกต. แล้วทำ database บน Github (https://github.com/killernay/election-69-OCR-result) ให้คนอย่างผมมาปั่นเล่นดู

Disclaimer: นี่ไม่ใช่ความเห็น ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นตัวเลขล้วนๆ ตามหลักคณิตศาสตร์ แต่ตัวเลขอาจจะยังคลาดเลื่อนในบางเขต เนื่องจากใช้ OCR สแกนมาจากกระดาษ (คุณชานนท์เองก็ยังแก้ข้อมูลอยู่เรื่อยๆ) แต่ก็พอให้เห็น Trend กว้างๆ บางอย่างได้

ข้อค้นพบแต่ละหัวข้อ

1. บัตรเขย่ง — "คนมาลงคะแนน" กับ "บัตรในหีบ" ไม่ตรงกัน ตามหลักการ : คนมา 1 คน = บัตร 1 ใบ ตัวเลขสองตัวนี้ต้องเท่ากันเสมอ

แต่ในข้อมูล:

• บัตรแบ่งเขต: พบ 18 จาก 387 เขต ที่ตัวเลขไม่ตรง รวมส่วนต่าง 37,389 ใบ

• บัตรบัญชีรายชื่อ: พบ 25 เขต รวมส่วนต่าง 56,664 ใบ

2. ตัวเลขภายในไม่ลงตัว — บัตรหายไปไหน?

บัตรทุกใบที่หย่อนลงหีบต้องถูกจัดเป็น "บัตรดี" + "บัตรเสีย" + "ไม่ประสงค์ลงคะแนน" ถ้าบวกแล้วไม่เท่ากับบัตรที่ใช้ แปลว่ามีบัตรหายหรือนับซ้ำ

• บัตรแบ่งเขต: 34 เขต มีตัวเลขไม่ตรง รวมส่วนต่าง 50,771

• บัตรบัญชีรายชื่อ: 76 เขต รวมส่วนต่าง 69,802

3. กรณีที่เป็นไปไม่ได้ทางคณิตศาสตร์

ที่จริงบัตรดีต้องไม่มากกว่าบัตรที่ใช้ (จะมีคะแนนดีมากกว่าบัตรที่หย่อนลงหีบไม่ได้) และบัตรที่ใช้ต้องไม่มากกว่าจำนวนคนที่มาลงคะแนน พบถึง 24 กรณีที่มีส่วนต่างนี้เกิน 100

4. บัตรสองใบไม่ตรงกัน — คนกลุ่มเดียวกัน ตัวเลขต่างกัน

ผู้ลงคะแนนทุกคนได้รับบัตร 2 ใบพร้อมกัน: บัตรแบ่งเขตและบัตรบัญชีรายชื่อ จำนวนผู้มาใช้สิทธิจึงต้องเท่ากัน

แต่: 98 จาก 384 เขต (25.5%) มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิต่างกันระหว่างสองบัตร

ยอดส่วนต่างสัมบูรณ์รวม: 25,796 คน

จำนวนบัตรที่ใช้ก็ต่างกัน 109 เขต รวม 24,137 ใบ

5. บัตรเสีย — สูงกว่ามาตรฐานสากล

อัตราบัตรเสีย:

• แบ่งเขต: 3.55%

• บัญชีรายชื่อ: 4.43%

เทียบกับประเทศอื่น:

• สหราชอาณาจักร: ~0.3%

• แคนาดา: ~0.8%

• เยอรมนี: ~1.0%

• ญี่ปุ่น: ~1.8%

• อินโดนีเซีย: ~2.5%

6. บัตรเสียมากกว่าคะแนนนำ

พบ 37 เขต ที่จำนวนบัตรเสียอย่างเดียว มากกว่าคะแนนที่ผู้ชนะนำอยู่

จำแนกตามพรรคผู้ชนะใน 37 เขต:

• ภูมิใจไทย — 10 เขต

• กล้าธรรม — 9 เขต

• เพื่อไทย — 8 เขต

• ประชาชน — 8 เขต

• ประชาธิปัตย์ — 1 เขต

• ไทรวมพลัง — 1 เขต

กระจายทุกพรรค ไม่กระจุกที่พรรคใดพรรคเดียว

แต่ในมาตรฐานการสังเกตการณ์เลือกตั้งระหว่างประเทศ (OSCE/ODIHR, EU EOM) เมื่อบัตรเสียเกินคะแนนนำ ถือเป็น red flag ที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

7. บัตรเสียสูงในเขตไหน?

อัตราบัตรเสียเฉลี่ยจำแนกตามภาค:

• กทม. — 1.66% (ต่ำสุด)

• ใต้ — 2.91%

• กลาง — 3.34%

• ตะวันออก — 3.70%

• อีสาน — 3.74%

• เหนือ — 4.82% (สูงสุด)

ภาคเหนือมีบัตรเสียมากกว่ากทม. เกือบ 3 เท่า ช่องว่างนี้ใหญ่ผิดปกติสำหรับประเทศเดียวกัน

8. ระบบบัญชีบัตร: บัตรที่ได้รับ − บัตรที่ใช้ ≠ บัตรที่เหลือ

ตามหลัก: บัตรที่ได้รับมา − บัตรที่ใช้ = บัตรที่เหลือ

พบ 37 กรณีที่สมการนี้ไม่ตรง

9. สถิติ Benford's Law

กฎของเบนฟอร์ดบอกว่าในข้อมูลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (ไม่ใข่คนเขียนขึ้นมาลอยๆ) ตัวเลขหลักแรกจะไม่กระจายเท่ากัน เลข 1 ควรปรากฏ ~30% ไปจนถึงเลข 9 ~4.6%

• คะแนนแบ่งเขต: ค่าไคสแควร์ 31.20 — มีนัยสำคัญทางสถิติ

• คะแนนบัญชีรายชื่อ: ค่าไคสแควร์ 85.05 — มีนัยสำคัญทางสถิติ

• ตัวเลขหลักที่สอง: ค่าไคสแควร์ 10.08 — ปกติ

แต่ต้องระวัง: นักวิชาการจาก Cambridge (Deckert et al., 2011) สรุปว่ากฎของเบนฟอร์ด "ไม่เหมาะเป็นเครื่องมือตรวจจับทุจริตเลือกตั้ง" เพราะให้ผลบวกลวงสูง ใช้เป็นตัวชี้วัดเดียวไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจกว่า: เลขสองหลักสุดท้ายไม่กระจายสม่ำเสมอ (ค่าไคสแควร์ 219.28 สูงกว่าค่าวิกฤตมาก) เลข 05 พบบ่อยที่สุด (1.33 เท่าของค่าคาดหมาย) ส่วนเลข 97 พบน้อยที่สุด (0.67 เท่า) แต่เช่นกัน อาจเกิดจากโครงสร้างข้อมูล ไม่ใช่การแทรกแซง

10. อัตราการมาใช้สิทธิที่ผิดปกติ

ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ: 71.60% (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.66%)

เขตที่สูง/ต่ำผิดปกติ (ค่า Z เกิน ±2):

• ชลบุรี เขต 9 — 56.36% (ต่ำผิดปกติ)

• ราชบุรี เขต 5 — 85.73% (สูงผิดปกติ)

ไม่มีพรรคใดแสดงรูปแบบที่น่าสงสัยระหว่างอัตราการมาใช้สิทธิกับคะแนนนำ (ค่า r อยู่ระหว่าง -0.185 ถึง +0.224 สำหรับพรรคใหญ่ ซึ่งถือว่าโอเค)

11. ฐานเสียงพรรค — ใครสม่ำเสมอ ใครกระจุกตัว?

ค่า CV (Coefficient of Variation) ยิ่งต่ำ = ฐานเสียงยิ่งกระจายทั่วประเทศ:

บัตรแบ่งเขต:

• ประชาชน — CV 50.7% (สม่ำเสมอที่สุด)

• ภูมิใจไทย — CV 69.1%

• เพื่อไทย — CV 85.1%

• กล้าธรรม — CV 120.1%

• ประชาธิปัตย์ — CV 155.7% (กระจุกตัวมากสุด)

กล้าธรรม น่าสนใจ: คะแนนเขตเฉลี่ย 13.64% แต่คะแนนบัญชีรายชื่อเฉลี่ยแค่ 1.74% สะท้อนว่าคะแนนมาจากตัวบุคคลมากกว่าแบรนด์พรรค

12. ยอดรวมระดับประเทศ (384 เขตที่มีข้อมูลครบ)

ส่วนต่างสุทธิผู้มาใช้สิทธิ (แบ่งเขต − บัญชีรายชื่อ): +24,608 คน

ส่วนต่างสัมบูรณ์รวม: 25,796 คน

บัตรเสียบัญชีรายชื่อมากกว่าแบ่งเขต: 320,968 ใบ

ไม่ประสงค์ลงคะแนน แบ่งเขตมากกว่า: 475,367 ใบ

อันนี้ก็น่าแปลกใจพอสมควร

แล้วทั้งหมดนี้กระทบผลเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน?

จำนวนเขตที่: ข้อมูลมีปัญหา + บัตรเสียสูงผิดปกติ (เกินค่าเฉลี่ยประเทศ) รวมกันเกินคะแนนนำ มีอยู่ด้วยกัน 12 เขต

จำแนกตามพรรค (12 เขตรวม):

• กล้าธรรม — 4 เขต

• ภูมิใจไทย — 3 เขต

• เพื่อไทย — 3 เขต

• ประชาชน — 2 เขต

ถือว่ากระจายทุกพรรค ไม่ได้กระจุกอยู่ที่พรรคใดพรรคเดียว

ข้อควรระวัง — อ่านก่อนแชร์

1. ข้อมูลนี้มาจาก OCR ไม่ใช่ข้อมูลดิจิทัลจาก กกต. โดยตรง ส่วนต่างเล็กๆ (1-10) อาจเกิดจาก OCR อ่านผิดได้ แต่ส่วนต่างหลักพันหลักหมื่น อธิบายด้วย OCR ไม่ได้

2. "ความผิดปกติ" ≠ "ทุจริต" อาจเกิดจาก (1) เจ้าหน้าที่บันทึกผิด (2) OCR อ่านผิด (3) ปัญหาจริงในกระบวนการนับ ข้อมูลบอกว่า "มีอะไรไม่ตรง" แต่บอกไม่ได้ว่า "ทำไม"

3. "ผลอาจได้รับผลกระทบ" ≠ "ผลผิดพลาด" การที่ยอดความเบี่ยงเบนเกินคะแนนนำ ไม่ได้หมายความว่าผู้ชนะต้องเปลี่ยน แค่หมายความว่าข้อมูลชุดนี้ไม่สามารถใช้ยืนยันผลได้อย่างมั่นใจ

สรุป

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ตัวเลขเหล่านี้บอกสิ่งเดียวกัน: ข้อมูลจากแบบฟอร์มทางการของ กกต. เองมีจุดที่ "ไม่ลงตัว" หลายข้อ ทั้งภายในแบบฟอร์มเดียวกันและระหว่างสองบัตร สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือ กกต. เปิดข้อมูลดิจิทัลให้ตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมา OCR เอกสารสแกนเอง ถ้ามีข้อมูลทางการแบบดิจิทัลจาก กกต. แล้วผมจะมา run number ให้ใหม่ครับ