ไม่พบผลการค้นหา
'เศรษฐา ทวีสิน' เข้าทำเนียบ รับรางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ 'วาระแห่งชาติ' พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เข้ารับมอบรางวัลเกียรติยศ Prime Minister's Thailand Zero Dropout Plus Award ประจำปี 2569 จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดัน “Thailand Zero Dropout” จากแคมเปญในภาคเอกชน สู่ภารกิจแห่งชาติ จากความสำเร็จในการเปลี่ยน “ราชบุรี Sandbox” พื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำหลากหลาย สู่โมเดลต้นแบบระดับชาติในโครงการ “Thailand Zero Dropout: เด็กทุกคนต้องได้เรียน” และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับ "รางวัลองค์กรขับเคลื่อน Zero Dropout" ในฐานะภาคเอกชนผู้นำร่องสร้างความเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของวงการการศึกษาไทย เมื่อ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้รับมอบ "รางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ" Prime Minister's TZD+ Award (Thailand Zero Dropout Plus) ประจำปี 2569 ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout ให้กลายเป็นภารกิจแห่งชาติในการคืนโอกาสและอนาคตให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของโมเดลการทำงานที่มุ่งเน้น “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” โดยความสำเร็จในวันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิด “คนตัวใหญ่ต้องช่วยคนตัวเล็ก” และเจตนารมณ์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างแน่วแน่ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแสนสิริ และเมื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายนี้อย่างต่อเนื่องและเป็นกลไกสำคัญในการพลิกโฉมโครงสร้างการศึกษาไทยในปัจจุบัน 

สิ่งที่ทำให้โครงการ “Zero Dropout” โดดเด่นและแตกต่างจากโครงการเพื่อสังคมขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ในประเทศ คือการที่แสนสิริเลือกสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในพื้นที่ โดยตัดสินใจเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยากที่สุด ด้วยการปักหมุดเลือกจังหวัดราชบุรี พื้นที่ที่มีสถิติเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษามากอันดับต้นๆ ของประเทศ และมีความเหลื่อมล้ำหลากหลาย ยกระดับให้เป็น "Sandbox" เพื่อขยับขับเคลื่อนการศึกษาประกาศระดมทุน 100 ล้านบาท ผ่านหุ้นกู้เพื่อสังคมครั้งแรกในเอเชีย เพื่อสร้าง “ราชบุรีโมเดล” (พ.ศ. 2565–2570) ดึงเด็กนอกระบบให้กลายเป็นศูนย์ และมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส กำหนดให้งบประมาณ ไม่น้อยกว่า 80% ส่งตรงถึงทุนเด็กและกิจกรรมช่วยเหลือโดยตรง และใช้สำหรับการบริหารจัดการ/วิจัยไม่เกิน 20% เท่านั้น

นายเศรษฐา กล่าวว่า “เงิน 100 ล้านบาท ที่ได้จากการระดมทุนของแสนสิริในวันนั้น อาจไม่สามารถช่วยเหลือเด็กได้ทั้งประเทศ แต่ถือเป็นการจุดประกายให้เกิดการลงมือทำเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้ทุกภาคส่วนหันมาช่วยกัน และเมื่อส่งไม้ต่อมาในหมวกของผู้นำประเทศ จึงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม ในวันนี้ ผมอยากให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบริษัทเอกชน ถ้าเรามี สัก 20 องค์กร ค่อยๆ ช่วยทีละจังหวัด ผมเชื่อว่าในอีก 5-10 ปี ภาพของการศึกษาของเด็กไทยจะเปลี่ยนไปแน่นอน โดยทุกองค์กรร่วมตั้งเป้าหมายสูงสุดคือ ต้องไม่มีเด็กและเยาวชนคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษาในประเทศนี้ (Zero Dropout) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการใช้ฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลเชิงรุก ดึงพวกเขากลับเข้าสู่ห้องเรียน พร้อมส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้เรียน มุ่งเน้นสมรรถนะ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบ เพราะเด็กและเยาวชนคือผู้กำหนดอนาคตของชาติ และทุกคนต้องได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค”

จากผลลัพธ์ของ ‘ราชบุรีโมเดล’ ที่ทำงานร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีเครือข่าย สามารถช่วยเด็กให้ได้เรียน และมีทักษะในการสร้างอาชีพกว่า 20,000 คน นำมาสู่ การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ภายใต้การนำของกระทรวงศึกษาธิการ ในวันนี้ 

รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน แม้แต่ปัญหาระดับโครงสร้างที่ยากที่สุดก็สามารถแก้ไขได้จริง และโมเดลนี้จะเป็นการตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับองค์กรธุรกิจในประเทศไทย ในการเปลี่ยนวิธีคิดจากการเป็นผู้บริจาคเงินชั่วคราว สู่การเป็นผู้ร่วมลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับอนาคตของชาติอย่างแท้จริง