วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบกระทู้ถามสดของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในประเด็นการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งฐานปล่อยจรวดและท่าอวกาศยานของประเทศไทย โดยนายนพดล พริ้งสกุล สว. เป็นผู้ตั้งถาม โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวขอบคุณ สว.นพดล สำหรับคำถามที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 โดยระบุว่า ประเด็นข้อซักถามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม กรอบกฎหมาย ความมั่นคง รวมถึงความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และกำลังศึกษาอยู่อย่างรอบด้านและรัดกุมที่สุดในขณะนี้
จากนั้น รองนายกฯ และ รมว.อว. ได้ฉายภาพบริบทโลกในปัจจุบันให้ที่ประชุมเห็นว่า โลกกำลังอยู่ในยุคของ "อวกาศยุคใหม่" (New Space Economy) ซึ่งไม่ได้ผูกขาดอยู่กับรัฐบาลมหาอำนาจอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และระบบนิเวศนวัตกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมยกข้อมูลจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley และ Euroconsult ที่ประเมินตรงกันว่า มูลค่าเศรษฐกิจอวกาศโลกจะเติบโตแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 36 ล้านล้านบาท) ภายในทศวรรษหน้า พร้อมกล่าวต่อว่า “ประเทศไทยของเราจะยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่มูลค่านี้ เราจะเป็นเพียงผู้ซื้อสัญญาณ ผู้บริโภคข้อมูลดาวเทียมไปตลอดกาล หรือเราจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาค นี่คือเหตุผลที่เราต้องศึกษาเรื่องท่าอวกาศยานอย่างจริงจังในวันนี้ครับ”
ทำไมต้องประเทศไทย? ชูจุดแข็งทำเลทองใกล้ "เส้นศูนย์สูตร"
ในประเด็นเหตุผลและความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ว่าเหตุใดจึงต้องเป็นประเทศไทย ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ฟ้าประทานมาให้ คือการมีที่ตั้งอยู่ใกล้ "เส้นศูนย์สูตร" (Equator) ซึ่งตามหลักฟิสิกส์แล้ว การปล่อยจรวดจากบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้มากถึง 15-20% ทำให้สามารถบรรทุกดาวเทียมที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ถือเป็นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ที่ดึงดูดผู้ให้บริการความถี่และผู้ปล่อยจรวดจากทั่วโลกให้หันมามองประเทศไทย หากไม่ใช้ศักยภาพตรงนี้ ก็เท่ากับเสียโอกาสครั้งประวัติศาสตร์
ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ : ใช้โมเดล PPP ลดภาระคลัง หวังผล Spillovers
สำหรับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและภาระทางการคลัง ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันว่า การจัดตั้งท่าอวกาศยานนี้ ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณแผ่นดินหลายหมื่นล้านบาทไปทุ่มสร้างโดยลำพัง แต่กำลังศึกษาโมเดลการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public-Private Partnership (PPP) โดยภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการจัดสรรพื้นที่ ขณะที่การลงทุนก่อสร้างฐานปล่อยและเทคโนโลยีจรวด จะมาจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนผลตอบแทนที่จะได้รับนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ค่าบริการปล่อยจรวด แต่เป็น "ผลกระทบสืบเนื่องทางเศรษฐกิจ" (Spillover Effect) ที่มหาศาล ทั้งการดึงดูดอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ วัสดุศาสตร์ขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างงานที่มีมูลค่าสูงให้กับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และเยาวชนไทย
ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม: หลีกเลี่ยงชุมชน-แนวตกสู่ทะเล-ทำ EIA/EHIA เข้มข้น ด้านผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อห่วงใยสำคัญ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำว่า “ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นหัวใจสำคัญอันดับหนึ่งที่ไม่อาจประนีประนอมได้”
โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ตั้งท่าอวกาศยาน จะต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติอย่างเด็ดขาด พื้นที่ที่กำลังศึกษาจึงเป็นบริเวณแนวชายฝั่งติดทะเล เพื่อให้แนวเส้นทางการบินและชิ้นส่วนของจรวดที่สลัดออก (Drop Zones) ตกลงสู่มหาสมุทรในจุดที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อประชาชนหรือเส้นทางเดินเรือ นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มข้น รวมถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างโปร่งใส ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง โดยยืนยันว่าจะไม่ทำโครงการนี้บนความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน
เร่งดัน พ.ร.บ.อวกาศ - ชูจุดยืน "ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ"
สำหรับประเด็นด้านกฎหมายและการกำกับดูแล ศ.ดร.ยศชนัน ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะทางด้านอวกาศที่ครอบคลุมถึงการปล่อยยานอวกาศ การจัดการจราจรทางอวกาศ และความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ กระทรวง อว. และ GISTDA จึงได้เร่งรัดผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ" ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเสาหลักสำคัญในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลกิจการอวกาศแห่งชาติ การออกใบอนุญาต มาตรฐานความปลอดภัย และระบบประกันภัยความเสียหาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสอดคล้องกับสนธิสัญญาด้านอวกาศของสหประชาชาติที่ไทยเป็นภาคีสมาชิก
ส่วนในมิติความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนในยุคการแข่งขันของมหาอำนาจ ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันจุดยืนของประเทศว่า ท่าอวกาศยานที่ศึกษาอยู่นี้จะเป็น "ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ" (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) เท่านั้น โดยจะมีระบบการตรวจสอบและคัดกรองอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเทคโนโลยีหรือน้ำหนักบรรทุกที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารหรืออาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด พร้อมใช้นโยบาย "ความเป็นกลางและเปิดกว้าง" (Neutrality and Open Access) อนุญาตให้เอกชนและมิตรประเทศจากทั่วทุกมุมโลกที่ปฏิบัติตามกติกาสากลเข้ามาใช้บริการได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยเป็นเวทีแห่งสันติภาพและการพัฒนาทางเทคโนโลยีร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่แห่งความขัดแย้ง
ความพร้อมบุคลากรไทย : ยุติปัญหา "สมองไหล" สร้างบ้านให้คนเก่ง
ต่อข้อสงสัยเรื่องความพร้อมของบุคลากรไทย ศ.ดร.ยศชนัน ระบุด้วยความภาคภูมิใจว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้นับหนึ่งจากศูนย์ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา GISTDA และสถาบันการศึกษาในประเทศได้สั่งสมองค์ความรู้และสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยมีดาวเทียม THEOS-1 และ THEOS-2 ที่ขึ้นสู่วงโคจรแล้ว และที่สำคัญคือมีดาวเทียม THEOS-2A ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ออกแบบและสร้างโดยฝีมือวิศวกรไทย 100%
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของไทยกว่า 30 แห่ง ยังมีการเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ วิศวกรรมเครื่องกล และสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลิตบัณฑิตและวิศวกรคุณภาพสูงออกมาปีละหลายร้อยคน แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือบุคลากรเหล่านี้ไม่มีเวทีหรืออุตสาหกรรมในประเทศรองรับ จนทำให้เกิดปัญหาสมองไหล (Brain Drain) ดังนั้น การสร้างท่าอวกาศยานและระบบนิเวศอวกาศ จึงเป็นการสร้างบ้านและสร้างอนาคต เพื่อรองรับคนเก่งเหล่านี้ให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาประเทศบ้านเกิด
เปิดโรดแมป 3 ระยะ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน
ด้านแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป กระทรวง อว. ได้วางโรดแมปไว้ 3 ระยะที่ชัดเจน ได้แก่
ระยะที่ 1 (ภายใน 1-2 ปีนี้) : การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในทุกมิติให้แล้วเสร็จ พร้อมกับการผลักดัน พ.ร.บ.กิจการอวกาศ ให้มีผลบังคับใช้ และการกำหนดมาตรการจูงใจการลงทุนร่วมกับ BOI
ระยะที่ 2 (ช่วงปีที่ 3-5) : การคัดเลือกพื้นที่และเปิดประมูลการลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยอาจเริ่มจากการให้บริการปล่อยจรวดขนาดเล็กในระดับกึ่งวงโคจร (Sub-orbital Launch) เช่น จรวดวิจัย หรือการท่องเที่ยวอวกาศ เพื่อทดสอบระบบและความพร้อม
ระยะที่ 3 (ช่วงปีที่ 5-10) : การก้าวสู่การเป็นท่าอวกาศยานที่ให้บริการปล่อยจรวดสู่วงโคจรจริง (Orbital Launch) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศแห่งอาเซียน
ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ให้คำมั่นต่อที่ประชุมวุฒิสภาและประชาชนทั่วประเทศว่า กระทรวง อว. และรัฐบาล จะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส และยึดมั่นในผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “การศึกษาและจัดตั้งท่าอวกาศยานในประเทศไทย ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอย หรือการทำตามแฟชั่นของนานาชาติ แต่คือความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับลูกหลานไทยในระยะยาว”
ภายหลังจากการชี้แจง นายนพดล พริ้งสกุล สว. ผู้ตั้งกระทู้ถาม ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อคำตอบของรัฐมนตรี โดยระบุว่า วุฒิสภาพร้อมสนับสนุนแนวทางที่นำพาประเทศไทยก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ พร้อมฝากข้อเสนอแนะให้รัฐบาลและกระทรวง อว. กำกับดูแลการนำแผนไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของโครงการ การมีส่วนร่วมและการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ เพื่อให้โครงการท่าอวกาศยานแห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง