ไม่พบผลการค้นหา
รมว.จุลพันธ์ นำทีม ก.แรงงาน รุกตลาดญี่ปุ่น เปิดงานพบปะเจรจาระหว่างองค์กรผู้ส่งไทยและองค์กรผู้รับญี่ปุ่น 'MOL Overseas Matching' ดันแรงงานไทยสู่ระบบ ESD ชูไทยชาติแรกเซ็น MOC

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานพบปะเจรจาระหว่างองค์กรผู้ส่งไทยและองค์กรผู้รับญี่ปุ่น (MOL Overseas Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรของทั้งสองประเทศได้เจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” ที่กระทรวงแรงงานมุ่งส่งเสริมให้แรงงานไทยได้ไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการคุ้มครอง และมีรายได้ที่มั่นคง โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว นางสาวพรรวี นาคพิพัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น และผู้แทนจากฝ่ายญี่ปุ่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ISA) กระทรวงสาธารณสุขฯ (MHLW) องค์กร OTIT และ JITCO เข้าร่วม ณ หอประชุม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น

นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้คือการเตรียมความพร้อมรองรับการปฏิรูประบบการรับแรงงานต่างชาติของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคเข้าสู่ ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development: ESD) ที่มุ่งยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเชื่อมโยงไปสู่ระบบแรงงานทักษะเฉพาะ (SSW) ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่ ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ที่ได้ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือว่าด้วยโครงการ ESD กับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่น ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 การลงนามดังกล่าวถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบการรับส่งแรงงานให้มีมาตรฐานและโปร่งใส

ในการนี้ ได้มีการเปิดเวทีเจรจาธุรกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อนำกรอบความร่วมมือไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้สร้างความเชื่อมั่นแก่นายจ้างญี่ปุ่นด้วยการยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนแรงงานไทยอย่างครบวงจร โดยมอบหมายให้ กรมการจัดหางาน ทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดส่งแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และให้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดูแลการเตรียมความพร้อมด้านภาษาญี่ปุ่น ทักษะวิชาชีพ และการปรับตัวก่อนเดินทาง ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงให้แก่แรงงานไทยที่มีจุดเด่นด้านความขยัน อดทน และมีจิตใจบริการ แต่ยังช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในการรับมือกับสังคมสูงวัย อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

748931212_1783962339631434_1506895022258360573_n.jfif

ทั้งนี้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า เช้าวันนี้ ผมได้มาเข้าร่วมงานพบปะเจรจาระหว่างองค์กรผู้ส่งไทยและองค์กรผู้รับญี่ปุ่นเพื่อขยายตลาดแรงงานในญี่ปุ่น (MOL Overseas Matching) ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นครับ

เป้าหมายสำคัญของผมและกระทรวงแรงงานในการมาเยือนประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้คือการกระชับความร่วมมือและขยายโอกาสการจ้างงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development: ESD) ซึ่งภายใต้โครงการนี้พี่น้องแรงงานจะสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นแรงงานทักษะเฉพาะ (Specified Skilled Worker: SSW) ของประเทศญี่ปุ่นได้

โดยในงานวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เราจะได้นำกรอบความร่วมมือดังกล่าวมาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศและสร้างทางเลือกในการทำงานที่มั่นคงให้กับพี่น้องแรงงานไทย ผ่านการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรผู้ส่งออกไทยและองค์กรผู้รับของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการคัดเลือก เตรียมความพร้อม ดูแล และพัฒนาแรงงานตลอดกระบวนการ

ผมเชื่อมั่นว่าศักยภาพและความพร้อมของพี่น้องแรงงานไทยจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราเป็นที่ต้องการของตลาดญี่ปุ่น และนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืนระหว่างสองประเทศในอนาคตอย่างแน่นอนครับ