ไม่พบผลการค้นหา
'ภูมิธรรม​' ย้ำ​ ก่อนปีใหม่​ได้ข้อสรุปแนวทางทำประชามติแก้ รธน.​ ชี้​ 24 พ.ย.​นี้ นำผลหลังเดินสายรับฟัง​ความคิดเห็น​มาสรุป​ทัน​

วันที่ 20 พ.ย. ภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์​ ในฐานะประฐานกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ กล่าวถึงความคืบหน้า​การแก้ไข​รัฐธรรมนูญ​ ว่า​ ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่​

ส่วนการทำงานของคณะอนุกรรมการับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องรอ คณะอนุกรรมการสรุปมาจากนั้นจึงจะนำมาประมวลผล เพื่อพูดคุยกันในวันที่ 24 พฤศจิกายน ฉะนั้นจึงอยากให้รอความชัดเจนในวันนั้นว่าข้อสรุปจะเป็นอย่างไร​ เนื่องจากขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังทำการบ้านอยู่

เมื่อถามว่า กฎหมายการทำประชามติเดิมเป็นอุปสรรคใช่หรือไม่​ เนื่องจากต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการสนับสนุน​ ภูมิธรรม​ ปฏิเสธว่า ยัง​ เพราะต้องคุยในวันที่ 24 พ.ย.นี้ก่อน​ เพื่อรับฟังความคืบหน้า

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มของเสียงข้างมากในการเดินสายรับฟังความคิดเห็นการทำประชามติ​ เห็นด้วยมากกว่าหลักเกณฑ์​เดิมหรือไม่นั้น​ ภูมิธรรม ย้ำว่า​ ขอให้รอวันที่ 24 พ.ย นี้​ ส่วนจะเคาะว่าจะแก้ส่วนใดหรือทำประชามติกี่ครั้ง​ รวมไปถึงงบประมาณค่าใช้จ่ายจะจบในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้เลยหรือไม่ ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่ยืนยันไปแล้วว่าภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2566 นี้ น่าจะจบกระบวนการทุกอย่าง​ และสามารถรวบรวมข้อสรุปเสนอให้ ครม.ได้พิจารณา ภายในไตรมาสแรกของปี 2567 พร้อมย้ำว่าจะพยายามให้จบภายในเดือน ม.ค.​


มองเรื่องน่ายินดีผู้บริหารเอกชนหนุนดิจิทัลวอลเล็ต

ภูมิธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตโดยกฤษฎีกา ว่า ตอนนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกา ตนขอเรียนว่าจริงๆแล้วกฤษฎีกาไม่ได้จะมาคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอะไร แต่ก็อยากให้เราช่วยกันดูให้รอบคอบ รัฐบาลก็เห็นด้วยจึงส่งให้กฤษฎีกาช่วยดู ซึ่งยังอยู่ในกระบวนและคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน 

เมื่อถามว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (21 พ.ย.) จะมีการรายงานความคืบหน้าเรื่องนี้หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบ เดี๋ยวคงต้องดูว่าจะมีอะไรบ้าง พูดไปแล้วไม่เข้าที่ประชุมจะกลายเป็นผิดอีก 

เมื่อถามว่า คาดว่ากฤษฎีกาจะส่งรายงานกลับมาก่อนช่วงปีใหม่หรือไม่ ภูมิธรรม ระบุว่า ทางกฤษฎีกายืนยันจะทำให้เร็วที่สุด ตนคิดว่าไม่มีใครจะดึงเรื่องให้ช้า ก็พยายามทำข้อสรุปให้ชัดเจน เพื่อที่จะพิจารณาต่อไปได้ 

เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐเห็นด้วย ถึงแม้รัฐบาลจะทำในเรื่องร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน หรือต้องมีการบันทึกไว้ในที่ประชุมว่าหน่วยงานใดไม่เห็นด้วย ซึ่งจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ ภูมิธรรม กล่าวว่า ตนว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเกินไป ส่วนนี้เป็นนโยบายรัฐบาล สภาก็รับผิดชอบแล้ว และการดำเนินงานของรัฐบาลก็พยามรับฟังความคิดเห็นอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมแสดงความสุจริตในการทำโครงการนี้ แม้จะมีบางแนวคิดที่แตกต่างกันบ้าง เช่น บางแนวคิดที่บอกต้องกระจายตัวเงิน แต่ตนคิดว่าต้องดูในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งรอให้ชัดเจนก่อนค่อยว่ากัน

ส่วนการที่มีภาคผู้บริหารเอกชนชั้นนำออกมาหนุนเรื่องนี้ จะเป็นการตอกย้ำสิ่งที่รัฐบาลทำว่ากำลังกู้วิกฤตเศรษฐกิจ เหมือนที่นายกรัฐมนตรีบอก นั้น ภูมิธรรม มองว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ตนคิดว่าวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าในหลายภาคส่วน และหลายมิติยังมีความเห็นที่เหมือน หรือแตกต่างกันอยู่ เช่น เมื่อช่วงเช้าได้รับรายงานจากคนที่ไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ก็ไปเจอไกด์ หรือเวลาขึ้นรถ หลายคนก็บอกว่าอยากได้ ทุกคนก็รู้ว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น 

“วัตถุประสงค์ของเรา ไม่ใช่อยู่ๆ ไปแจกเงิน แต่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าทุกคนรู้ว่ากำลังซื้อกำลังขาดแคลนประเทศวิกฤตหรือไม่วิกฤต บางทีก็พูดได้ เพราะเป็นทัศนะบุคคล จะบอกว่าไม่วิกฤตก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดยืนของตัวเอง หรือสถานะทางวิชาชีพ สถานะทางการเงินอยู่ตรงไหน ถ้ายังมีเงินก็คงบอกไม่วิกฤต แต่ถ้าคนขายของไม่ได้ คนไม่มีกำลังซื้อ ไปถามพ่อค้าแม่ค้าตอนนี้ก็บอกว่าแย่” 

ภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าหากวันนี้ไม่เพิ่มกำลังซื้อ กลไกทางเศรษฐกิจก็ไม่มีผล ซึ่งถ้าจะให้พูดและเห็นพ้องต้องกัน ก็เหมือนฝืนธรรมชาติ จะอยู่ที่ความเห็นใครก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญต้องขึ้นอยู่ที่วัตถุประสงค์เป็นหลัก ประเทศเราซบเซามาโดยตลอด ตนคิดว่าตัวเลขทางวิชาการก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ชีวิตจริงก็เป็นส่วนหนึ่ง อยากรู้ว่าวันนี้วิกฤตหรือไม่ให้ไปเดินที่ตลาด ไปถามคนทางการค้า หรือบริษัทต่างๆ ทุกประเทศวันนี้ต้องการความเปลี่ยนแปลง ทุกคนก็รออยู่ ดังนั้นจะพูดว่าวิกฤตหรือไม่อยู่ที่แต่ละบุคคล 

“ถ้าผมมีเงินมากก็บอกไม่วิกฤต แต่ถ้าถามประชาชนที่ไม่มีเงินในมือ ก็บอกว่าวิกฤต ขออย่ามาเถียงหรือเอาชนะกัน เอาความเป็นจริง และสิ่งที่มันเกิดให้เป็นประโยชน์ และจริงๆกู้หรือไม่กู้ ไม่ใช่สาระสำคัญ การกู้เพื่อมาชดเชย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนก็ทำได้ จริงๆแล้วปีก่อนๆ ก็เห็นกู้มหาศาล ไม่เห็นใครมีปัญหาเลย เราจะกู้เรื่องนี้ให้ประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับมีปัญหาอย่างนี้เป็นต้น เราควรใจกว้าง มองอะไรที่เป็นจริง สอดรับความเป็นจริงของสังคม เพราะเรายืนยันเจตนาบริสุทธิ์ และพยามรับฟังทุกส่วน ถ้าไม่ฟังป่านนี้คงทำไปแล้ว ก็พยายามทำให้สังคมเห็นพ้องมากที่สุด แต่ไม่ได้หมายถึงทุกคนต้องเห็นพ้องเหมือนกัน”

ผู้สื่อข่าวยังถามว่า มีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย ต้องทำความเข้าใจอย่างไร ภูมิธรรม บอกว่า กระบวนการทำหน้าที่อยู่แล้ว มาถามเป็นส่วนๆ มันก็ตอบยาก แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว ก่อนยืนยันยินดีรับฟังทุกส่วนอยู่แล้ว แต่เพียงไม่อยากให้มาเปิดความเห็นในที่สาธารณะที่เถียงไปเถียงมา แล้วหาข้อยุติไม่ได้ และไม่สามารถแก้ปัญหาได้


พาณิชย์เด้งรับนโยบายนายกฯ เดินหน้าการค้า

ภูมิธรรม กล่าวถึงการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองนโยบายของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หลังไปพูดคุยกับภาคธุรกิจต่างๆ ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการติดตามการทำงานและสั่งการทั้งปลัดกระทรวงฯ และอธิบดี ว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี ไปดำเนินการมาในประเทศต่างๆเพื่อเปิดตลาดแล้วนั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและดำเนินการต่อเนื่อง โดยในวันที่ 21 พ.ย.นี้ นายกฯจะประชุมให้นโยบายกับ 3 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะมีเอกอัครราชทูตจากทั่วโลกมาร่วม ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลกทั้งหมดให้กลับมา และนายกฯได้สั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ที่อยู่ในต่างประเทศทั้งหมดให้กลับมา โดยทั้ง 3 ส่วนจะเป็นทีมไทยแลนด์ที่จะต้องทำงานประสานงานกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายที่ชัดเจนว่ามีเรื่องอะไรบ้าง และแนวทางจะต้องทำอย่างไร 

จากนั้นในวันที่ 23 พ.ย.นี้ จะทำเวิร์คช้อปร่วมกัน โดยจะมีสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย สมาคมธนาคาร สภาส่งสินค้าเดินเรือทางทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อจัดองคาพยพในประเทศไทยรองรับการเดินหน้าทำงาน และเพื่อต่อยอดจากการคุยกันในประเทศจีน ตามที่นายกฯรัฐได้เปิดนโยบายให้แล้ว และตนได้ไปประสานงานต่อในระดับมณฑล ขณะนี้ได้หารือมาประมาณ 5-7 มณฑล ที่ติดต่อประสานงานกัน เราให้ความสำคัญในระดับมณฑล เพราะแต่ละมณฑลมีประชากรบวกลบประมาณ 100 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ และสอดคล้องกับนโยบายของจีนที่จะยกเลิกการเป็นแรงงานของโลกให้มาเป็นตลาดโลก นอกจากนั้นได้พูดคุยเพื่อแก้ปัญหาข้อติดขัด อาทิ เรื่องของรถขนส่งคอนเทนเนอร์บริเวณที่ท่านาแล้ง ได้เคลียร์และน่าจะคืบหน้าไปบ้างแล้ว และยังมีการเปิดเดินรถโดยรางที่ ปตท. ร่วมกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง โดยจีนพยายามเดินทางจากเฉิงตู มาฉงชิ่ง เข้ามาที่ยูนนาน คุณหมิง และมาทะลุเข้ามาที่จ.หนองคาย ซึ่งการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระบบรางถือว่าประสบความสำเร็จใช้เวลาเดินทาง 3-4 วัน ถือเป็นความคืบหน้าหลังจากที่นายกฯมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับ ประธานาธิบดีจีน และนายกรัฐมนตรีจีน ในขณะที่ไทยทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาระบบต่างๆให้ดียิ่งขึ้น ทั้งการใช้ระบบดิจิตอลมาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการค้าให้ดีขึ้น โดยการทำงานชองกรมการค้าต่างประเทศคาดว่าสิ้นปีจะคืบหน้า และสิ้นปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะชัดเจนการแก้กฎระเบียบต่างๆอะไรบ้าง เช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อให้การทำงานพัฒนาเป็นดิจิทัล 

จากนั้นวันที่ 1 ธ.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะประชุมทูตพาณิชย์ และพาณิชย์จังหวัดอีกครั้ง เพื่อเตรียมการในรายละเอียดที่จะนำเสนอต่อนายกฯต่อไป