ไม่พบผลการค้นหา
'ยศชนัน' คิกออฟปั้นผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ ผนึก สทน.-NIA หนุนเทคโนโลยีและทุนสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยรังสี ยืดอายุสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์โลจิสติกส์โลก

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด "โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี เชิงลึกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” และเป็นสักขีพยานใน “พิธีลงนามลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) จัดขึ้นโดย สทน. เพื่อสร้างผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี ให้พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดโลก โดยมีนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. รศ.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA คณะผู้บริหาร และผู้ประกอบการ เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว.

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางทรัพยากรอาหารและการเกษตรที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถสร้างรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวมาได้หลายยุคหลายสมัย แต่ในปัจจุบัน การยึดติดกับกรอบการทำธุรกิจแบบเดิม หรือพึ่งพาเพียงตลาดในประเทศที่มีประชากรราว 60 ล้านคนและมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ นั้น กำลังกลายเป็น "Red Ocean" ที่มีการแข่งขันสูงและเติบโตได้ยาก หากผู้ประกอบการไทยต้องการก้าวไปข้างหน้า สิ่งสำคัญคือต้องตั้งเป้าหมายสู่ตลาดโลก (Global Market) ซึ่งความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบ แต่อยู่ที่การยกระดับมาตรฐานสินค้า การยืดอายุการเก็บรักษา และระบบโลจิสติกส์ที่ต้องผ่านเกณฑ์อันเข้มงวดของนานาประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว "เทคโนโลยีและนวัตกรรม" จึงเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่าง NIA และ สทน. ที่นำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหาร เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยกำจัดเชื้อจุลินทรีย์และยืดอายุสินค้าให้พร้อมสำหรับการส่งออก แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่ "New Growth Engine" หรือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเป็นจุดขาย

“นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ต้องก้าวเดินอย่างโดดเดี่ยว เพราะหน่วยงานภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเงินทุนและการต่อยอดธุรกิจจาก NIA ควบคู่ไปกับความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีจาก สทน. แม้ว่าในเบื้องต้นผลิตภัณฑ์อาจจะยังทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ภาครัฐก็มีกลไกสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่มเติมเพื่อหาทางออกร่วมกัน ผู้ประกอบการจึงสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนและเข้าถึงทรัพยากรของชาติได้อย่างเต็มที่ เพียงแค่เปิดใจนำเทคโนโลยีมาใช้ ก็สามารถยกระดับสินค้าไทยให้ก้าวไปผงาดในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน รศ.ธวัชชัย กล่าวว่า โครงการฯ ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สทน. และสถาบันอาหาร ในการริเริ่มบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยีรังสีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว ให้เพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการเข้ามาของ NIA ในวันนี้จะเข้ามาเติมเต็มในฐานะ ‘สะพานเชื่อมสู่เชิงพาณิชย์’ ด้วยการสนับสนุนกลไกทุนนวัตกรรมและโอกาสในการพบปะนักลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้แผนธุรกิจของผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 15 ราย จาก 60 รายที่เข้ารับการอบรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับกิจกรรมการอบรมผู้ประกอบการเชิงลึก ในโครงการฯ ได้จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดยผู้ประกอบการ จะได้รับการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร กฎหมายและมาตรฐานอาหาร การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้าง Storytelling การจัดทำแผนธุรกิจ รวมถึงการ Pitching เพื่อนำเสนอธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน

702625077_1464609282375387_7305549516167269221_n.jpg