พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า เจาะลึกไพ่ใบสำคัญบนโต๊ะเจรจา: "Anti-Circumvention" เปลี่ยนแรงกดดันสหรัฐฯ ให้กลายเป็นพลังปฏิรูป "Made in Thailand"
สงครามการค้าครั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้แค่ขึ้นภาษี แต่กำลังส่งสัญญาณให้ชัดว่า.. พวกเขาไม่ยอมรับประเทศใดก็ตามที่ "เป็นทางผ่าน" อีกต่อไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโอกาสที่ไทยต้องคว้า
จาก 2 โพสต์แรกที่ผมเล่าถึง "หน้าต่างยุทธศาสตร์ 150 วัน" และ "อำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง" วันนี้เราจะเจาะลึกหนึ่งในไพ่สำคัญบนโต๊ะเจรจา นั่นคือการแก้ปัญหา "การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า" (Anti-Circumvention)
ทำไมสหรัฐฯ ถึงจริงจังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ?
ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ยกระดับขึ้นทั่วโลก สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลที่สุดไม่ใช่ตัวเลขดุลการค้า แต่คือสินค้าจากประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายของภาษี แค่วิ่งอ้อมผ่านอาเซียนมาแล้วแปะป้ายใหม่
กฎหมายสหรัฐฯ จึงให้น้ำหนักกับหลักการ "Substantial Transformation" หรือการแปรสภาพสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศใดก็ตามที่เป็นขั้นตอนการผลิตสุดท้ายที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอย่างแท้จริงเท่านั้น ถึงจะถูกนับเป็นประเทศถิ่นกำเนิด (Country of Origin) และไทยเรามีกลไกนี้รองรับอยู่แล้ว ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่ประเมินว่ากระบวนการผลิตใดสร้างมูลค่าเพิ่มจริง ไม่ใช่แค่ Simple Assembly ฉะนั้น ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าระบบหลังบ้านเราเข้มแข็งและไม่ยอมให้ใครมาใช้เราเป็นทางผ่าน นี่คืออำนาจต่อรองชิ้นใหญ่มากครับ
พลิกแรงกดดันสู่การปฏิรูป
เหตุผลเบื้องหลังยุทธศาสตร์นี้ ไม่ใช่แค่การตั้งรับ แต่คือการวางระบบนิเวศใหม่ ทีมไทยได้เสนอแผนสกัดกั้นการสวมสิทธิแบบครบวงจร ทำงานร่วมกับ U.S. CBP โดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่ การรวมศูนย์ออกใบรับรองถิ่นกำเนิด (C/O Issuance) การสร้างฐานข้อมูลจัดการปัญหานอมินี การใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบ ไปจนถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง (On-site Inspection)
แต่นี่ไม่ใช่แค่การ "ทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ" เพื่อหนีกำแพงภาษีครับ มันคือการใช้ "แรงกดดันจากภายนอก" เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในการทำในสิ่งที่ไทยควรทำมานานแล้ว
ที่ผ่านมา มีกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มใช้ไทยเป็น "ทางผ่าน" เปลี่ยนฉลากหรือประกอบชิ้นส่วนเพียงเล็กน้อย เพื่อหาประโยชน์จากสิทธิทางภาษี พฤติกรรมนี้ไม่เพียงทำให้ตัวเลขส่งออกของเราบวมจนตกเป็นเป้าของสหรัฐฯ แต่กำลัง "ทำลาย" SME และผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตครับ
การคุมเข้มเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) หรือ สัดส่วนมูลค่าที่ต้องเกิดขึ้นจริงในประเทศ จึงเป็นการ "กวาดบ้านครั้งใหญ่" ที่บังคับให้เกิดการตั้งฐานการผลิตจริงและใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) อย่างแท้จริง
"Thai DNA": เมื่อกฎ Anti-Circumvention กลายเป็นแรงกระตุ้นอุตสาหกรรม
กฎที่หลายคนมองว่าเป็นภาระ กำลังจะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิด Supply Chain ใหม่ภายในประเทศครับ
นักลงทุนต่างชาติที่อยากส่งออกไปสหรัฐฯ ผ่านไทย จะมีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือแบบเดิม นำชิ้นส่วนมาประกอบเล็กน้อยแล้วแปะป้าย "Made in Thailand" ซึ่งทางนี้จะปิดตายภายใต้กฎใหม่
ทางที่สองคือต้องลงทุนจริง ทำให้ RVC ถึงเกณฑ์ ซึ่งหมายความว่าต้องใช้ชิ้นส่วนจาก SME ไทย รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทย และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แรงงานไทย
และนี่คือสมการใหม่ครับ เพราะเมื่อความต้องการชิ้นส่วนในประเทศสูงขึ้น มันจะดึงดูดการลงทุนรอบใหม่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำโดยอัตโนมัติ นักลงทุนที่เคยคิดแค่จะ "ประกอบและส่งออก" อาจต้องคิดใหม่ว่าจะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนในไทยเลย เพื่อควบคุม Supply Chain ได้เองตั้งแต่ต้น ผลที่ตามมาคือการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มที่กระจายลึกลงสู่อุตสาหกรรมในประเทศจริงๆ
และไทยได้เปรียบในสมการนี้อย่างมาก เพราะรากฐาน Supply Chain ของเราแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มี Local Content สูงถึง 80-90% หรืออุตสาหกรรมยางล้อที่ดึงความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับต้นๆ ของโลกมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ทันที พูดง่ายๆ คือยิ่งกฎเข้มข้นขึ้น ไทยยิ่งได้เปรียบ
บทสรุป: เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่รอดจากภาษี แต่คือการสร้างแบรนด์ "Made in Thailand" การเร่งปฏิรูปกฎระเบียบ Anti-Circumvention จึงไม่ใช่แค่การยกระดับความสัมพันธ์การค้ากับสหรัฐฯ แต่คือการลงทุนในแบรนด์ของประเทศ เพื่อให้ตราประทับ "Made in Thailand" เป็นสัญลักษณ์ที่โลกเชื่อถือได้ว่าผลิตจริง ตรวจสอบได้จริง และแข่งขันได้อย่างสง่างาม เพราะถ้าแบรนด์นี้แข็งแกร่ง นักลงทุนต่างชาติที่อยากใช้ประโยชน์จากไทยก็ต้องลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยจริงๆ และผลประโยชน์ เม็ดเงิน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะต้องตกอยู่กับ SME และเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ