จากสถิติพบว่าคนกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการเดินทางไปกลับที่ทำงานเฉลี่ยเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง รวมไปถึงผู้ประกอบอาชีพที่อยู่บนท้องถนนเป็นหลัก เช่น คนขับรถเมล์ คนขับรถแท็กซี่หรือไรเดอร์ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนมากกว่าที่พักของตัวเอง นอกจากนี้ผู้ใช้ถนนทุกๆ กลุ่มไม่ว่าจะเป็นคนเดินเท้า คนขับรถยนต์ และผู้ใช้จักรยาน ที่นอกจากจะต้องทำงานแข่งกับเวลาแล้ว ในทุกๆ วันยังต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออีกด้วย เวลาที่มากเกินไปในการเดินทางไปทำงาน การต้องแข่งกับเวลาและความกังวลต่ออุบัติเหตุ เหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเครียดในการใช้ถนนของคนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่มโดยตรง
4 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนท้องถนนเดินทางได้อย่างคล่องตัวและปลอดภัยขึ้น กทม. ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการไปแล้วจำนวนหนึ่ง อย่างเช่น
การติดตั้งหลอดไฟ LED กว่า 115,000 ดวง เพื่อเพิ่มความสว่างทั่วกรุงเทพฯ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตบนท้องถนนจากปี 2566 สู่ 2567 ลดลง 9 เปอร์เซ็นต์
การติดตั้งระบบกล้อง AI CCTV เพิ่มการกวดขันวินัยจราจรและบังคับใช้กฎหมายจราจรอัตโนมัติ (ATE) ทำให้จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สามารถตรวจจับผู้ที่กระทำผิดไปได้ถึง 108,066 คดี
การแก้ไขจุดอันตราย (Black Spots) เพื่อลดจุดเสี่ยงอุบัติเหตุไปแล้วกว่า 100 จุด พร้อมจำกัดความเร็วบนถนนสายหลัก 40 เส้นทางให้อยู่ที่ไม่เกิน 60 กม./ชม. และในเขตชุมชนหรือหน้าโรงเรียนให้อยู่ที่ไม่เกิน 30 กม./ชม. ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติลดลง 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบจากฐานตัวเลขในปี 2566
การปรับปรุงกายภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นการตีเส้นจราจรใหม่ การติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย และการจัดการจุดกลับรถในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง
รวมไปถึงการปรับปรุงกายภาพถนนในจุดที่ได้รับการวิเคราะห์ความปลอดภัยทางถนนตามมาตรฐานสากล iRAP (International Road Assessment Program) ที่ช่วยลดจุดเสี่ยงบนท้องถนนไปได้หลายพื้นที่ เช่น โค้งศาลอาญาที่ปัจจุบันไม่มีอุบัติเหตุแล้ว และทำให้การเสียชีวิตบนท้องถนนของคนกรุงเทพฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน เป็นต้น
ด้วยโครงสร้างการป้องกันอุบัติเหตุโดยการวิเคราะห์จุดเสี่ยงตามมาตรฐานสากล iRAP ที่ กทม. ได้ดำเนินการไว้ ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร การจราจรที่หนาแน่น อีกทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้การติดตั้งอุปกรณ์จราจรตามมาตรฐานสากล iRAP ในกรุงเทพฯ ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ‘ทีมชัชชาติ’ จึงจะเดินหน้าต่อเพื่อให้คนกรุงเทพฯ เดินทางได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นและลดการสูญเสียบนท้องถนนให้ครอบคลุมที่สุด ด้วยการสานต่อแผนปฏิบัติการ
แก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุให้ครบทั่วเมือง ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลตามมาตรฐานสากล iRAP
ก่อนหน้านี้ หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนน สาเหตุหลักมาจากการขาดมาตรฐานสากลในการประเมินความปลอดภัย แต่หลังจากที่ กทม. ได้ร่วมมือกับหน่วยงาน ThaiRAP ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้การวิเคราะห์ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นระบบมากยิ่งขึ้น อุบัติเหตุจึงลดลงตาม
จากการริเริ่มการประเมินจุดเสี่ยงด้วยมาตรฐานสากล iRAP ทำให้ กทม. ได้ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนให้อยู่ในระดับ 3 ดาว ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างทางวิศวกรรมผสานเทคโนโลยีเพื่อลดอุบัติเหตุในด้านต่างๆ ไปแล้ว ดังนี้
- ติดตั้งราวกันอันตราย (Crash Barrier) ตามจุดเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
- ติดตั้งรั้วและอุปกรณ์จัดระเบียบการจราจร เพื่อป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน
- ปรับปรุงทางข้ามถนนคนเดินเท้าและทางจักรยาน เพื่อให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มใช้งานได้อย่างปลอดภัย
- เพิ่มอุปกรณ์จัดระเบียบจราจร ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมไฟฟ้าที่ชำรุดภายใน 7 วัน เพื่อเพิ่มความส่องสว่าง พร้อมกับพัฒนาระบบ BMA Smart Lighting เชื่อมข้อมูลโคมไฟกว่า 400,000 ดวงทั่วกรุงเทพฯ
การเข้ามาสานต่อการใช้ข้อมูลตามมาตรฐานสากล iRAP เพื่อลดจุดเสี่ยงอุบัติเหตุจะต่อยอดการใช้ iRAP ViDA Platform ในการวิเคราะห์และติดตามผล เพื่อประเมินประสิทธิภาพของ iRAP อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถปรับปรุงการติดตั้งอุปกรณ์จราจรในจุดเสี่ยงที่จำเป็นได้ทันที รวมถึงยกระดับการวางแผนมาตรการป้องกันเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุ ให้ครอบคลุมถึงคนใช้ถนนทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม
การสานต่อการประเมินจุดเสี่ยงตามมาตรฐานสากล iRAP ผสานการใช้เทคโนโลยี จะเดินหน้าลดจุดเสี่ยงบนท้องถนนใน กทม. ให้ ‘ครบ 100 เปอร์เซ็นต์’ ในอีก 4 ปีข้างหน้า เพื่อการจราจรที่คล่องตัวและความปลอดภัยบนท้องถนนทั้งทางกายภาพและเชิงระบบตั้งแต่การปรับลดจุดฝืด ทะลุซอยตัน ไปจนถึงการจัดการไฟสัญญาณจราจรแบบเรียลไทม์ (Real-time) โดยเชื่อมโยงกับตำรวจ ขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน และเพื่อลดอุบัติเหตุใน กทม. ให้ได้มากที่สุด
การสานต่อแผนปฏิบัติการนี้จะทำให้คนกรุงเทพฯ ‘ทุกกลุ่ม’ ไม่เพียงสัญจรบนท้องถนนได้อย่างคล่องตัว ปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุระหว่างทาง แต่ยังทำให้คนกรุงเทพฯ ได้เวลาที่ต้องเสียไปกับการจราจรที่ติดขัดกลับคืนมา ทำให้ความเครียดจากการเดินทางที่มากเกินไปลดน้อยลงอีกด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงคนกรุงเทพฯ จะไม่ต้องเสียสุขภาพจิตไปกับการกังวลเรื่องความปลอดภัยและเวลาที่สูญเสียไปบนท้องถนน
โดยแผนปฏิบัติการ ‘แก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุให้ครบทั่วเมืองโดยการวิเคราะห์ข้อมูลตามมาตรฐานสากล iRAP’ นั้นมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ การทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เดินทางได้เพื่อ ‘คืนเวลา คืนความปลอดภัย และคืนชีวิตให้คนกรุงเทพฯ’