ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย สวน รักชนก ศรีนอก ที่โพสต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า
ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ระบุว่า รู้สิครับ เพราะทีมนโยบายได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน มีเป้าหมายและแนวคิดว่า พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ เป็นหนึ่งในแผนงานการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยที่มาตรฐานการกำกับดูแลจะเทียบเท่ากับสถาบันการเงิน และขนาดการลงทุนถูกออกแบบให้เทียบเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานการกำกับระดับโลก มีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคม แต่ถ้าสังคมยังต้องการจะพูดคุยเรื่องนี้ให้มากขึ้น เราก็พร้อมรับฟัง
พรรคท่านก็เคยเสนอคาสิโนถูกกฎหมายที่อยากให้มีคาสิโนในทุกจังหวัดเพื่อกระจายรายได้และในเอกสารยื่น กกต. ของพรรคก้าวไกล ยังมีนโยบายเปิดคาสิโนออนไลน์อยู่เลย
ส่วน พ.ร.บ.ไฟแนนเชี่ยลฮับ ก็ต้องการที่จะยกระดับอุตสาหกรรมการเงินของประเทศ ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินเหมือนที่สิงคโปร์เป็น โดยมาตรฐานการกำกับก็จะใช้มาตรฐานระดับโลก สร้างงานสร้างอาชีพที่มีรายได้สูง เพราะตอนนี้เงินลงทุนในอุตสาหกรรมการเงินไหลออกจากฮ่องกงไปที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นมากจึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะดึงดูดสถาบันการเงินที่มีมาตรฐานและแรงงานความรู้สูง รายได้สูงเหล่านั้นมายังประเทศที่มีความหลากหลายทางสังคมและความสนุกสนานกว่า ทั้งยังจะช่วยยกระดับการแข่งขันของสถาบันการเงิน เพิ่มศักยภาพการกำกับควบคุมของหน่วยงานด้านการเงินภายในซึ่งที่ผ่านมาจำกัดอยู่เพียงแค่ระบบการเงินของทุนในประเทศจนเคยชิน ถ้ามีข้อต้องปรับปรุงอะไรเราก็พร้อมที่จะรับฟังอยู่แล้ว
ซึ่งความล่าช้าของการปรับปรุงระบบการเงินของไทยนี้ เป็นการเสียเวลาจนทำให้จีนเริ่มนโยบายเปิดเกาะไห่หนานหรือไหหลำเป็นเขตเสรีพิเศษทั้งทางศุลกากรและการเงิน แย่งชิงโอกาสที่หาได้ยากของไทยไปก่อนแล้ว
ข้อห่วงใยและการวิจารณ์ต่างๆเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าจะเป็นการเมืองใหม่อย่างที่ประชาชนหลายๆคนอยากเห็น มันก็ควรจะอยู่มาตรฐานที่มีความสร้างสรรค์ไม่ดีกว่าเหรอครับ การใช้แทคติคใส่ร้ายอย่างคำว่า สอดไส้ มันต่างอะไรกับที่มีการป้ายสีกันว่า ขายชาติ ทรยศชาติ เหมือนที่บุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคท่านก็เพิ่งโดนมา
ปัญหาเรื่องการฟอกเงินและสแกมเมอร์เป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็เป็นส่วนนึงของความท้าทายที่ประเทศเราต้องเผชิญ และพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องเสนอทางออก ไม่ว่าจะเป็น aging society, climate change, ค่าเงินบาท, ระบบการศึกษาที่ไม่ทันต่อสมัย และอื่นๆอีกมากๆ
ปัญหาเหล่านี้พรรคเพื่อไทยได้ทำการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดมาตลอด ความเสียหายลดลง 40% มูลค่า 12,000 ล้าน ไม่จบ ไม่เลิกอยู่แล้ว และต้องถูกแก้ไขด้วยการบริหารจัดการที่ดีและการบังคับใช้กฏหมาย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพถ้าประเทศมีความมั่นคงทางการเมือง ไม่ใช่ว่าอะไรมีความเสี่ยงก็ไม่ต้องทำ อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เครื่องประดับ SMEs ที่มีการใช้เงินสดเยอะก็มีความเสี่ยงเรื่องการฟอกเงินเหมือนกัน หรือจะต้องยกเลิกไปให้หมด อุตสาหกรรมใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น cell-based therapy การทำ clinical trial ที่จะเป็นส่วนนึงของ Medical hub หรือจะเป็น AI technology ก็มีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ หรือว่าไม่ควรทำไปด้วยเลย
หรือประเทศไทยยังไม่พร้อมอีก คนไทยยังไม่พร้อม หยุดทุกอย่างจนกว่าจะมีคนที่มาตรฐานจริยธรรมที่สูง (อย่างท่าน?) มาบริหารประเทศ คำพูดเหล่านี้ ความคิดแบบนี้คุ้นๆไหมครับ