เลือกตั้ง 69 ของไทยเสร็จสิ้นไปตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แม้ผลจะออกมาอย่างไม่เป็นทางการว่าพรรคใดได้คะแนนเสียงมากสุด แต่ก็ยังต้องรอ กกต. ตรวจสอบและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการเลือกนายกฯ ในสภา ทำให้บางครั้งต้องรอถึง 3-4 เดือน กว่าจะได้นายกฯ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2566 ที่ใช้เวลาราว 100 วัน
แน่นอนว่าหากไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม ทั้งนี้พรรคการเมืองจะต้องเจรจาจับขั้วกันเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก จึงจะจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศและลงมติสำคัญได้ ยังไม่นับว่าบางเขตบางจังหวัด กกต. เพิ่งประกาศให้จัดการเลือกตั้งและนับคะแนนใหม่
นั่นหมายความว่า ความเร็วความช้าของการได้นายกฯ หรือผู้นำประเทศ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่านับคะแนนเสร็จเร็วหรือช้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกติกาและระบบการเมืองของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน
1. สายปืนไว
ประเทศที่รู้ผลนายกภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่วนมากเป็นประเทศที่มีระบบชัดเจนหรือชนะขาด
ในหลายประเทศที่ใช้ระบบการนับคะแนนที่มีประสิทธิภาพ หรือมีพรรคการเมืองใหญ่ที่ชนะคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด (Majority) จะรู้ตัวผู้นำในคืนวันเลือกตั้งทันที
อังกฤษ (UK): มักรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ จาก Exit Poll ทันทีที่ปิดหีบ และรู้ผลค่อนข้างแน่นอนในช่วงเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น นายกฯ คนเดิมจะไปลาออก และคนใหม่จะเข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อรับตำแหน่งภายใน 24 ชั่วโมง ชนิดที่ว่ารุ่งเช้าย้ายเข้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิงได้เลย
โดยอ้างอิงจากธรรมเนียมปฏิบัติ (Constitutional Convention) ที่นายกรัฐมนตรีที่แพ้จะลาออกทันที และพรรคที่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Majority) จะเข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อจัดตั้งรัฐบาลในวันถัดไป อย่างการเลือกตั้งปี 2024 ที่นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ รับตำแหน่งภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังรู้ผล
ออสเตรเลีย: ส่วนใหญ่จะทราบชื่อพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลได้ภายในคืนวันเลือกตั้ง เว้นแต่คะแนนจะสูสีมากจนต้องรอการนับคะแนนทางไปรษณีย์
ญี่ปุ่น: มักทราบผลภายในคืนนั้นเลยว่าพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภาล่าง และหัวหน้าพรรคนั้นก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยอ้างอิงจากรัฐธรรมนูญมาตรา 54 ที่กำหนดให้มีการเรียกประชุมสภาไดเอทภายใน 30 วันหลังเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ในทางปฏิบัติจะทราบตัวผู้นำพรรคใหญ่ทันทีที่รู้ผลคะแนน
2. สายรอบคอบ
ประเทศกลุ่มนี้มักรู้ผลภายใน 1-2 สัปดาห์กรณีที่ต้องมีการรวมเสียง
สำหรับประเทศที่ใช้ระบบสัดส่วน (Proportional Representation) ซึ่งมักไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง ต้องมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม
ยุโรปหลายประเทศ (เช่น สแกนดิเนเวีย): แม้จะรู้จำนวนที่นั่งในสภาภายในคืนเดียว แต่การตกลงว่าใครจะเป็นนายกฯ และพรรคใดจะร่วมรัฐบาล อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการทำข้อตกลง
ขณะที่เยอรมนีอ้างอิงจากระบบสัดส่วนที่มักไม่มีพรรคใดชนะขาด ทำให้ต้องทำข้อตกลงพรรคร่วมรัฐบาล (Coalition Agreement) ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 1-3 เดือน อย่างการเลือกตั้งในปี 2021 ที่ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเศษ
สหรัฐอเมริกา (ประธานาธิบดี): ปกติจะรู้ผลผู้ชนะในคืนวันเลือกตั้งหรือเช้าวันถัดไปจากการประกาศของสื่อ แต่หากคะแนนสูสีมากเหมือนปี 2020 อาจต้องใช้เวลาถึง 4 วัน หรือมากกว่านั้นในการนับคะแนนรัฐที่ชี้ชะตา
แม้จะรู้ผลว่าใครชนะตั้งแต่วันแรกๆ แต่มีกฎหมายกำหนดวันสาบานตนไว้ชัดเจนคือวันที่ 20 มกราคม (Inauguration Day) เท่านั้น ดังนั้นต่อให้เลือกตั้งเสร็จตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ชาวอเมริกันก็ต้องรอไปอีกประมาณ 2 เดือนกว่าจะได้ประธานาธิบดีเต็มตัว
3. สายไปไหม
เกิดขึ้นในกรณีประเทศที่มีการเมืองซับซ้อน บางประเทศมีกระบวนการทางกฎหมายที่ยาวนาน หรือมีความขัดแย้งในการจับขั้วรัฐบาล
ไทย: ตามกฎหมาย กกต. มีเวลาตรวจสอบและประกาศผลอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการเลือกนายกฯ ในสภา ทำให้บางครั้งต้องรอนานถึง 3-4 เดือน กว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ อย่างการเลือกตั้งปี 2566 ที่ใช้เวลาราว 100 วัน
เบลเยียม: เคยสร้างสถิติโลกด้วยการใช้เวลาเจรจาจัดตั้งรัฐบาลนานถึง 541 วัน (เกือบ 2 ปี) จน Guinness World Records ต้องบันทึกเอาไว้เป็นสถิติโลก เนื่องจากความเห็นต่างระหว่างกลุ่มภาษาและอุดมการณ์ทางการเมือง
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.cleanenergywire.org/factsheets/long-road-new-government-coalition-germany