นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาดิจิทัล (Digital Transformation) ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ 14 หน่วยงานในสังกัดและในกำกับ เพื่อประกาศจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญ ในการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) สู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่บูรณาการข้อมูลบนฐานเดียวกันอย่างแท้จริง
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ปัญหาความกระจัดกระจายของข้อมูลส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายมาโดยตลอด ทั้งภาระเอกสารของครูที่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ปัญหาความต่อเนื่องของข้อมูลผู้เรียนเมื่อย้ายสถานศึกษา รวมถึงความล่าช้าของข้อมูลในการนำไปใช้บริหารจัดการ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจึงตั้งเป้าแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง โดยหัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนาซูเปอร์แอปพลิเคชันด้านการศึกษา "EduPass" เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการแบบครบวงจรผ่านหน้าจอเดียว (One-Stop Service) สำหรับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา
ทั้งนี้ ศธ. ได้นำความสำเร็จของระบบ "หมอพร้อม" มาปรับใช้ ผ่านการสร้าง Education ID และ Learner ID ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรประจำตัวดิจิทัลของผู้เรียนในระบบการศึกษาไทย โดยมีโครงสร้างนายทะเบียนดิจิทัล 4 ระดับ (กระทรวง กรม เขตพื้นที่ และโรงเรียน) รองรับระบบ Single Sign-On (SSO) ให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตนเพียงครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงทุกบริการ พร้อมรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
สำหรับการพลิกโฉมการศึกษาสู่การปฏิบัติจริง จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบใน 4 มิติสำคัญ เริ่มต้นจากมิติผู้เรียน ที่จะมีตัวตนดิจิทัลติดตัวไปตลอดเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ข้อมูลประวัติและผลการเรียนไม่สูญหายแม้จะมีการย้ายสถานศึกษาหรือข้ามจังหวัด ส่งผลต่อเนื่องถึงมิติครูผู้สอน ที่จะได้รับการลดภาระงานเอกสารลงอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการ "กรอกข้อมูลครั้งเดียว ใช้ได้กับทุกระบบ" ซึ่งเป็นการคืนเวลาอันมีค่าให้คุณครูได้กลับไปอยู่กับผู้เรียนในห้องเรียนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันในมิติผู้บริหาร การเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์การศึกษาผ่าน Real-time Dashboard จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและการขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น และในท้ายที่สุดคือมิติประเทศ ซึ่งการพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบข้อมูลการศึกษา ให้พร้อมเชื่อมโยงกับระบบยืนยันตัวตนแห่งชาติ (ThaiD) และระบบสาธารณสุข (HealthID) เพื่อยกระดับการให้บริการของภาครัฐให้มีความต่อเนื่องและไร้รอยต่ออย่างแท้จริง
รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะแรก ศธ. เตรียมคัดเลือกหน่วยงานและสถานศึกษานำร่องในสังกัด สพฐ. และ สอศ. เพื่อทดสอบระบบ ก่อนขยายผลให้สามารถใช้งานได้จริงทั่วประเทศภายใน 6 เดือน โดยมุ่งหวังว่าภายในปี 2570 ทุกโรงเรียนจะเชื่อมต่อกันบนฐานข้อมูลเดียว ทำให้แอปพลิเคชัน EduPass กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิตประจำวัน และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นต้นแบบด้าน GovTech ทางการศึกษาของภูมิภาคอาเซียน
สำหรับการลงนามในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังร่วมกับ 14 หน่วยงานทางการศึกษา โดยแต่ละหน่วยงานได้นำระบบข้อมูลสำคัญมาร่วมเชื่อมต่อและบูรณาการการทำงานร่วมกัน อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ระบบ G Code, Red Box, MOE Contents Center, e-INSPECTION), สพฐ. (ระบบ HRMS, DMC), สอศ. (ระบบ Open Data, ทะเบียนวัดผลฯ ระดับปริญญาตรี) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (แพลตฟอร์ม DOE LD)
นอกจากนี้ ในกลุ่มงานส่งเสริมการศึกษา การบริการวิชาชีพ สวัสดิการ และภารกิจเฉพาะทาง ได้ร่วมเชื่อมต่อระบบสารสนเทศเพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนด้วยเช่นกัน ได้แก่ สช. (ระบบ PESO), สำนักงาน ก.ค.ศ. (ระบบ e-Meeting, LMS), คุรุสภา (ระบบ KSP Self-Service), สกสค. (ระบบ OTEP Data Center), สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (ระบบ ScoutDD) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ระบบรับสมัครสอบ, MWIT-LINK) เป็นต้น