ไม่พบผลการค้นหา
ทีมชัชชาติมุ่งยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ สร้างเศรษฐกิจจากอัตลักษณ์เมือง

จากการจัดอันดับเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2569 กรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 1 แทบจะทุกแพลตฟอร์ตและนิตยสารชั้นนำด้านการเดินทาง ด้วยปัจจัยสำคัญคือ การผสมผสานของวัฒนธรรมดั้งเดิมและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ เช่น วิถีชีวิตริมน้ำที่โอบล้อมไปด้วยที่อยู่อาศัยสมัยใหม่อย่างคอนโดหรูและห้างสรรพสินค้า โฮสเทลและบูทีค โฮเทลรอบเกาะรัตนโกสินทร์ อาหารที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมตั้งแต่สตรีท ฟู้ดไปจนถึงไฟน์ ไดนิ่ง งานเทศกาลประจำชาติที่กลายเป็นเฟสติวัล นานาชาติอย่างสงกรานต์ ไปจนถึงการคงวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างการเข้าวัดทำบุญ การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัดกับความเป็นสมัยใหม่ของเมือง เหล่านี้เป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ที่ยังคงครองใจนักท่องเที่ยวและดึงดูดให้กลับมาท่องเที่ยวซ้ำอยู่เรื่อยๆ

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ ‘เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม’ (Digital & Tech Economy) รวมไปถึงการเติบโตของ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ (Creative Economy) ทั้งงานแฟชั่นและซอฟต์ พาวเวอร์ต่างๆ การติดอันดับต้นๆ ของเมืองที่น่าท่องเที่ยวอยู่เสมอ ทำให้เห็นได้ว่ากรุงเทพมหานครมีศักยภาพในการพัฒนาต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมให้สอดรับไปกับการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหลักของเมืองให้พลวัตไปตามการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบอุตสาหกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระจายรายได้ให้กับคนกรุงเทพฯ ในทุคภาคส่วนของฟันเฟืองทางเศรษฐกิจ

‘ทีมชัชชาติ’ เห็น ‘โอกาส’ และ ‘ศักยภาพ’ ที่กรุงเทพมหานครจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เติบโตไปพร้อมกับ ‘เศรษฐกิจยุคใหม่’ นี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย ‘ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ สร้างเศรษฐกิจอัตลักษณ์เมือง’ ผ่านการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติพร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับเมือง โดยการ

1. ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดึงดูดบรรษัทข้ามชาติ (MNC) มาลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างธุรกิจระดับเมืองและระหว่างประเทศ : จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ทำให้มีธุรกิจสตาร์ทอัปต่างชาติเข้ามาลงทุนในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมาย ผังเมืองและขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน ทำให้ยังดึงดูดบริษัทเทคโนโลยี สตาร์ทอัปให้เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามชาติได้ไม่เต็มศักยภาพ ‘ทีมชัชชาติ’ จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดึงดูดธุรกิจสตาร์ทอัปต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ผ่าน 4 แนวทางหลักคือ

🟢 พัฒนาระบบ Fast-track เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการขออนุญาตสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่

🟢 ริเริ่มแนวคิดเศรษฐกิจพิเศษเชิงทดลอง (Sandbox) ในย่านธุรกิจที่มีศักยภาพเพื่อทดลองผ่อนปรนกฎระเบียบและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจระดับโลก

🟢 สร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูดบรรษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ

🟢 พัฒนามาตรการจูงใจเพื่อให้บรรษัทข้ามชาติร่วมทำงาน ใช้บริการ และจับคู่ธุรกิจกับสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ เพื่อกระจายรายได้และสร้างงานมูลค่าสูงในเมือง


2. ต่อยอดเศรษฐกิจอัตลักษณ์เมืองด้วยการท่องเที่ยวบน 2 แนวทางหลัก

🟢 ชู 4 เทศกาลให้เป็น world class festival ดึงดูดนักท่องเที่ยว : 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย ‘12 เทศกาลตลอดปี’ เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งกิจกรรมสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างโอกาส และพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของเมืองในระยะยาว ซึ่งงาน ‘Water Festiva’ และ งาน ‘Pride Festival’ ได้สร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท และ งาน ‘River Festival’ ก็สร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่มากกว่า 2.8 ล้านบาท ‘ทีมชัชชาติ’ จะชู 4 เทศกาลที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยและเอกลักษณ์ของคนกรุงเทพฯ ได้แก่

1) สงกรานต์

2) ลอยกระทง

3) Bangkok Pride

4) เคานต์ดาวน์ปีใหม่

พร้อมพัฒนา 4 มิติเพื่อรองรับมาตรฐานโลก ได้แก่

(1) เชื่อมพื้นที่และเส้นทางของจุดจัดงานให้เป็นย่านที่ต่อเนื่องกัน ทั้งเส้นทางเดินและเส้นทางปั่นจักรยาน

(2) โครงสร้างพื้นฐานทั้งจุดเติมน้ำดื่ม ห้องน้ำสาธารณะ ทางข้ามและระบบความปลอดภัยที่รองรับฝูงชนขนาดใหญ่ รวมถึงรถสาธารณะที่เพียงพอ

(3) เชื่อมผู้จัดงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนให้วางแผนร่วมกันเพื่อให้โปรแกรมการท่องเที่ยวไม่ซ้ำซ้อนและครอบคลุมทั่วเมือง

(4) ขยายการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยการพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยว ตลาด ร้านค้า และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยตลอดช่วงเทศกาล ไม่ใช่เพียงมาร่วมงานแล้วกลับ

🟢 ดึงอัตลักษณ์สร้างมาตรฐาน ยกระดับเศรษฐกิจ 50 ย่านทั่วกรุงเทพฯ : ปัจจุบัน กทม. ได้พัฒนาย่านสร้างสรรค์ไปแล้ว 49 ย่าน ครอบคลุม 3 ประเภทหลักคือ

1) ย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เช่น เจริญไชย ตลาดน้อย ตลาดพลู

2) ย่านชุมชนและวิถีชีวิตสร้างสรรค์ เช่น ตลาดบางเขน ตลาดน้ำขวัญเรียม ตลาดหัวตะเข้ ชุมชนศรีสุริโยทัย บางอ้อ บางพลัด

3) ย่านพาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัย และย่านชานเมือง เกษตรกรรม เช่น อารีย์ สะพานปลา บางโพ วัดบางบอน รางน้ำ ลาซาล

แม้จะปลุกให้ย่านเหล่านี้ ‘มีชีวิต’ และผู้คนในชุมชนมีโอกาสมากขึ้นในชีวิตประจำวันทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่บางย่านก็ยังมีเป้าหมายการพัฒนาที่ไม่ชัดเจน มีกิจกรรมที่ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

‘ทีมชัชชาติ’ จะต่อยอดพัฒนาย่านต้นแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่และผู้มาเยือนในทุกมิติ ดังนี้

1) ส่งเสริมการสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ย่าน (Soft Side) ผ่านการพัฒนาประสบการณ์เฉพาะย่าน (Signature Experience) โดยใช้จุดเด่นของแต่ละท้องที่เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ย่านนั้นๆ เช่น ย่านศิลปะร่วมสมัย ย่านตลาดกลางคืน ย่าน Pet-friendly ควบคู่ไปกับการสนับสนุนวิชาชีพและภูมิปัญญาเฉพาะย่าน เช่น อาชีพช่างไม้ ช่างทำว่าว หรือช่างทำหัวสิงโต

2) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมือง (Hard Side) ปรับปรุงทางเท้า ทางลาด ป้ายบอกทาง จุดกดน้ำ และที่จอดจักรยานให้สะดวก ปลอดภัย และร่มรื่น พร้อมผลักดันผัง Active Mobility เพื่อสร้างโครงข่ายเส้นทางเดินและปั่นจักรยานให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ

3) ผลักดันเครือข่ายผู้ประกอบการย่าน โดยสนับสนุนกิจกรรมบนเงื่อนไขของการรวมกลุ่มสร้างสรรค์ เช่น การขอใช้พื้นที่สาธารณะจัดนิทรรศการ โดย กทม. จะช่วยลดต้นทุนค่าปรับปรุงอาคาร ลดขั้นตอนการขออนุญาตและให้ผู้ประกอบการได้รับส่วนลดค่าบริการ


3. พัฒนาแพลตฟอร์ม Bangkok Creative IP และ มาสคอตเมืองกรุงเทพฯ ส่งเสริมเศรษฐกิจจากอัตลักษณ์เมือง : กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่ามีต้นทุนทางการออกแบบและวัฒนธรรม อีกทั้ง กทม. ยังมีอัตลักษณ์เมือง (CI) เช่น โลโก้ ฟอนต์ ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากยังไม่มีระบบกลางที่เปิดให้ประชาชนหรือคนทำงานสร้างสรรค์นำ CI เหล่านี้ไปต่อยอดธุรกิจของตัวเองได้อย่างจริงจัง ‘ทีมชัชชาติ’ จะพัฒนาแพลตฟอร์มกลางคือ ‘Bangkok Creative IP’ เพื่อเป็นตัวกลางในการต่อยอดระบบ Licensing อย่างถูกต้อง ให้ทั้งฝั่งนักออกแบบได้มีพื้นที่ในการอัปโหลดผลงาน คาแรกเตอร์ ลายเส้นหรือดีไซน์ของตัวเองเพื่อขายลิขสิทธิ์ผลงานของตนได้ และฝั่งของผู้ประกอบการหรือนักลงทุนสามารถนำผลงานเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ของตน เช่น ของที่ระลึก อาร์ตทอย เสื้อผ้า ของใช้ และของสร้างสรรค์อื่นๆ

พร้อมกันนี้ เพื่อสร้างสัญลักษณ์ร่วมของเมือง กทม. จะเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานโดยการจัดประกวด ‘มาสคอตกรุงเทพฯ’ และเปิดให้ทุกคนสามารถนำมาสคอตกรุงเทพฯ ไปสร้างสรรค์ผลงานต่อยอดได้โดยไม่เก็บลิขสิทธิ์ เพื่อผลักดันให้แนวคิด ‘กรุงเทพฯ เมืองสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์’ เกิดขึ้นได้จริง


📍คนกรุงจะได้อะไร ในการ ‘ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ สร้างเศรษฐกิจอัตลักษณ์เมือง’

🟢 รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ : เด็กจบใหม่จะมีโอกาสได้ทำงานกับบรรษัทข้ามชาติในกลุ่มเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากธุรกิจสตาร์ทอัปต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ผู้ประกอบการรายย่อยได้โอกาสในการจับคู่ธุรกิจกับบรรษัทข้ามชาติ พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนและย่านเศรษฐกิจทั่วกรุงเทพมหานครมีรายได้ตลอดทั้งปีจากความคึกคักของเมืองด้วยโปรแกรมการท่องเที่ยวและเทศกาลที่มีตลอดทั้ง 12 เดือน

🟢 เมืองที่เดินง่าย ปลอดภัยและสะดวกสบาย : ด้วยการวางผัง Active Mobility เพื่อเชื่อมทุกย่านเศรษฐกิจและกิจกรรมสร้างสรรค์ คนกรุงเทพฯ จะได้ทางเดินเท้าและทางปั่นจักรยานที่เป็นระบบ ได้สิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นจุดเติมน้ำ ระบบขนส่งสาธารณะที่เพียงพอ และห้องน้ำที่กระจายครอบคลุมทั่วกรุงเทพมหานคร รวมถึงการบริหารฝูงชนที่มีความปลอดภัยช่วงเทศกาล

🟢 พื้นที่แสดงออกความคิดสร้างสรรค์ : นอกจากได้รับการส่งเสริมด้านการผลิตผลงานสร้างสรรค์แล้ว คนกรุงเทพฯ ยังสามารถนำผลงานของตัวเองไปต่อยอดสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งฝั่งนักออกแบบและผู้ประกอบการ

🟢 ความภูมิใจในอัตลักษณ์เมือง : เมื่อแต่ละย่านสามารถสร้างเศรษฐกิจจากอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ คนกรุงเทพฯ จะภูมิใจในท้องถิ่นของตัวเอง เกิดความตระหนักถึงการรักษาและพัฒนาท้องถิ่นของตน ที่สำคัญ กิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนกรุงเทพฯ มีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นการออกแบบมาสคอตกรุงเทพฯ หรือเฟสติวัล นานาชาติที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมของคนกรุงเทพฯ จะช่วยสร้างการยอมรับและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันผ่านอัตลักษณ์เมือง

‘ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ สร้างเศรษฐกิจอัตลักษณ์เมือง’ จะพาคนกรุงเทพฯ เข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ ให้เศรษฐกิจเมืองเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิต ความภาคภูมิใจของคนกรุงเทพฯ และบทบาทของคนกรุงเทพฯ ในเวทีโลก