พื้นที่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนี้ คือ ‘สวน’ เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์ สวน-สาธารณะ ในยุคหนึ่งถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมความงามของเมือง เป็นพื้นที่ใช้งานของผู้คน เป็นสวนสวยที่มีการจัดแต่งอย่าง ‘เป็นระเบียบเรียบร้อย’ เรามักคิดถึงสวนแบบสวนจตุจักร หรือสวนอะไรก็แล้วแต่ที่มักมีทางเดิน มีสนาม มีพุ่มไม้ ต้นไม้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
แต่ในหลายสิบปีที่ผ่านมา เมืองและมนุษย์เราเอง เริ่มมองเห็นมิติที่แตกต่างออกไป เรามองเห็นว่าเมืองเองกลับเต็มไปด้วยธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มากมาย ทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน แมลง พืชพรรณน้อยใหญ่ ไม้ยืนต้น ไปจนถึงมีชีวิตขนาดเล็ก อย่างมอส เห็ด รา
🟢พากรุงเทพฯ เข้าสู่ทิศทางเมืองสีเขียว
ในปี 2019 กรุงลอนดอน ประกาศหมุดหมายสำคัญที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับโลก เมืองมหานคร ผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเมืองหนาแน่นลำดับต้นๆ ของโลก ประกาศว่าจะเป็น ‘เมืองในอุทยานแห่งชาติ’ หรือ National Park City แห่งแรก
เมืองแบบลอนดอน มาพร้อมกับคำว่า อุทยาน ได้อย่างไร และลอนดอนเอง ก็เริ่มชี้ให้เห็นความหลากหลายทางชีวภาพของเมือง ทั้งจิ้งจอก กา ผีเสื้อ ผึ้ง หรือไม้ยืนต้นที่ยืนหยัดอยู่คู่ประวัติศาสตร์ของเมือง ไปจนถึงตะไคร่ไลแคนที่เติบโตอย่างเงียบงันอยู่ในวิหารหรือโบสถ์อันเก่าแก่
ลอนดอนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสการพัฒนาเมืองหลวง ที่ไม่ได้มองเห็นแค่คน แต่มองเห็นระบบนิเวศของเมือง รวมถึงมองเห็นบทบาทของธรรมชาติ ที่เปลี่ยนจากการเป็น ‘ไม้ประดับของเมือง’ สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความหมายอย่างสำคัญ เป็นโครงกระดูกสีเขียวอันทรงพลังของเมือง
นโยบาย ‘สวนป่าล้อมเมือง’ ของชัชชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่พากรุงเทพฯ เข้าสู่กระแสการพัฒนาเมืองร่วมสมัยที่กำลังเกิดขึ้นในหลายมหานครสำคัญทั่วโลก กระแสการพัฒนาที่ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มพื้นที่สีเขียว หากแต่มองเห็นมิติของพื้นที่สีเขียวและความหลากหลาย รวมถึงทลายเส้นแบ่งของสวน ป่า และเมืองเข้าหากัน
เป็นการมองเห็นเมืองในฐานะระบบนิเวศที่มีชีวิตและมีลักษณะเฉพาะ มองเห็นความสำคัญและบทบาทของธรรมชาติที่ลึกซึ้งและกลายเป็นอีก ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ สำคัญของเมือง โครงสร้างสีเขียวที่ส่งเสริมให้ทั้งคนและเมือง รวมถึงทุกชีวิตแข็งแรงขึ้นพร้อมๆ กัน
🟢สวนก็ดี แต่ยิ่งพื้นที่สีเขียวหลากหลาย ยิ่งดีกว่า
การพัฒนาพื้นที่สีเขียวของชัชชาติ ถือว่าเป็นการพัฒนาที่มองเห็นรายละเอียดมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เดิมเรามีการวัดสัดส่วนมาตรฐานสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรตาม WHO ซึ่งวางเกณฑ์ไว้ที่ 9-15 ตารางเมตรต่อคน ตามแผนการเพิ่มสัดส่วนหรือปริมาณพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ก็ถือว่าค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี 2539 คือเป็นวาระสำคัญของผู้ว่าทุกสมัย ในปัจจุบันสัดส่วนเพิ่มเป็น 8.27 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งถือว่าเดินหน้าไปแตะเกณฑ์ระดับโลก
ในทิศทางการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเอง ก็เริ่มมองเรื่องสัดส่วนต่อหัวไม่เพียงพอ การวัดว่าคนจะเข้าถึงสวนได้ไหมจึงจะเป็นอีกเกณฑ์สำคัญ เช่น เมืองอาจมีจำนวนพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นมาก แต่เป็นสวนขนาดใหญ่ หรือกระจุกตัวอยู่บางพื้นที่ ก็ถือว่าไม่ได้ประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม ดังนั้นจึงเกิดนโยบายสวน 15 นาที มุ่งการกระจายสวนน้อยใหญ่ไปในทุกเขตของกรุงเทพฯ
จากนั้น การมาถึงของนโยบายสวนป่า ซึ่งกรุงเทพฯ เองก็มีสวนป่าที่ได้รับการออกแบบอย่างแปลกใหม่และพิถีพิถันคือสวนป่าเบญจกิติ สวนป่าแห่งแรกเปลี่ยนมุมมองของสวน และถือว่าเป็นตัวอย่างการพัฒนาสวนในมุมมองใหม่ เป็นทั้งพื้นที่เพื่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต เป็นพื้นที่กิจกรรมของผู้คน และเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่ด้านระบบนิเวศคือเป็นพื้นที่รับน้ำจากคลองไผ่สิงโตหรือช่วยซับน้ำให้กับพื้นที่รอบๆ
นโยบาย ‘สวนป่าล้อมเมือง’ ระบุว่า จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ให้ครบทั้ง 6 โซนของกรุงเทพฯ แต่ละสวนมีพื้นที่อย่างน้อย 10 ไร่ ออกแบบโดย คำนึงทั้งคนและธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและบริบทของพื้นที่ และ เลือกพรรณไม้ที่ช่วยเชื่อมระบบนิเวศให้สัตว์เมือง เช่น ตัวนาก นก แมลงต่างๆ กลับมาอยู่ร่วมกับคนได้อีกครั้ง ซึ่งนโยบายบอกว่าจะวางพื้นที่เป้าหมายเช่น อ่อนนุช ทวีวัฒนา นิมิตใหม่ และสะพานสูง
ดังนั้นการที่เราพูดถึงการมีพื้นที่สีเขียว จึงไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มจำนวน แต่คือการให้ความสำคัญกับรายละเอียดของพื้นที่สีเขียวซึ่งจะต้องทั้งมีความหลากหลายและมีความเฉพาะเจาะจง การมีพื้นที่สีเขียวอาจไม่ใช่แค่การมีสนาม หรือการมีสวนพืชประเภทเดียวที่หน้าตาเหมือนๆ กัน แต่สวนป่าใหม่นี้จะได้รับการศึกษาทั้งจากพื้นที่ จากความต้องการด้านระบบนิเวศ ด้านการใช้งาน และความต้องการด้านต่างๆ เพื่อทำให้สวนป่ามีบทบาทในหลายด้านในพื้นที่เดียว
เริ่มมีงานศึกษาที่มีรายละเอียดว่า การที่เราอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ หรือมองเห็นธรรมชาติที่มีความหลากหลายนั้น จะยิ่งส่งผลเชิงบวกให้กับสภาพจิตใจของผู้ใช้งาน
งานศึกษาล่าสุดในปี 2024 จาก King's College London มีการเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วม 2,000 คน เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมและสุขภาวะทางจิตมากกว่า 41,000 ครั้ง ในการสัมผัสกับพื้นที่ธรรมชาติที่มีลักษณะแตกต่างกัน ผลคือ พบว่า กลุ่มตัวอย่างรายงานว่าพื้นที่ที่มีองค์ประกอบทางธรรมชาติหลากหลายกว่า เช่นมีต้นไม้ พืชพรรณ นก แหล่งน้ำ สัมพันธ์กับระดับสุขภาพจิตที่ดีกว่า ทั้งยังพบว่าผลบวกต่ออารมณ์มีผลทำให้อารมณ์ดี มีสุขภาวะที่ดีได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมงหลังสัมผัสธรรมชาติ
🟢สวนป่าคือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
บทบาทของพื้นที่สีเขียวที่ยกระดับไปสู่ป่าในเมือง หรือสวนป่า นอกจากจะเป็นพื้นที่ด้านสุขภาวะและเป็นพื้นที่ดูแลสรรพชีวิตอื่นๆ ที่พามนุษย์กลับเข้าสู่ธรรมชาติ ส่งผลกับสุขภาพกายสุขภาพใจของเราต่อไป
จากคำอธิบายสวนป่าตามนโยบาย เราจะเห็นถึงการออกแบบสวนป่าให้เป็นพื้นที่ที่ร่วมสร้างบทบาทใหม่ๆ หรือสร้างความยืดหยุ่น หรือ resilient ให้กับเมือง เช่นการเป็นพื้นที่ร่วมผลิตอาหารผ่านการคัดเลือกพืชพื้นถิ่น หรือการมองเห็นว่าพื้นที่นั้นๆ มีความต้องการเฉพาะ เช่นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ wetland ซึ่งมีผลทั้งต่อความหลากหลาย และมีบทบาทในการเป็นพื้นที่ซับน้ำให้กับพื้นที่เมือง ช่วยบรรเทาความรุนแรงเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือต้องรับมือกับพายุซึ่งมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ
ความน่าสนใจคือ นอกจากความพยายามในการทำให้พื้นที่สีเขียวมีบทบาทหรือฟังก์ชั่นที่หลากหลายแล้ว นโยบายด้านพื้นที่สีเขียวของชัชชาติยังพูดถึงการทำสวนป่าเพื่อ ‘ล้อม’ เมือง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการ ‘เชื่อม’ สวนต่างๆ เข้าหากัน
หมายความว่าการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เป็นการพัฒนาที่สัมพันธ์กับภาพรวม กับผังขนาดใหญ่ที่เรามองพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ที่ทั้งสัมพันธ์กับบริบทของพื้นที่นั้นๆ และยังมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีความเชื่อมต่อซึ่งกันและกัน
การเชื่อมโยงสวนเข้าหากันสัมพันธ์ทั้งกับการทำให้ผู้คนใช้สวนได้อิสระขึ้น เดินจากสวนหนึ่งไปยังอีกสวนหนึ่งได้ เพิ่มการเดินและการใช้งาน หลักการนี้เหมือนกับการทำส่วนเชื่อมต่อสวน ‘Park Connector’ ซึ่งเป็นนโยบายของสิงคโปร์ ซึ่งสวนต่างๆ เชื่อมเข้าหากันด้วยโครงข่ายที่เราสามารถเดินหรือปั่นจักรยานได้ เป็นโครงข่ายสีเขียวขนาดมหึมา
นอกจากการสร้างโครงข่ายเพื่อการใช้งานแล้ว การ ‘ล้อม’ เมืองด้วยพื้นที่สีเขียว จึงเป็นการสร้าง ‘แนว’ พื้นที่สีเขียว ซึ่งถ้าเรามองจากแผนที่ของเมือง การที่เมืองมีแนวพื้นที่สีเขียวล้อมเมืองไว้ พื้นที่สีเขียวเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือน ‘แนวกั้น’ หรือ ‘กำแพง’ ซึ่งจะช่วยทำให้เมืองยืดหยุ่นขึ้น แนวพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมต่อซึ่งในหลายประเทศเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นวงแหวน วงแหวนสีเขียวของเมืองจะทำหน้าที่ทั้งช่วยดักกรองฝุ่น ช่วยซึมซับน้ำ ชลอความแรงของลม เป็นแหล่งพักพิงของนกและแมลง ขยายการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวของผู้คน
ด้วยมุมมองต่อสวนที่มีมิติขึ้น เปลี่ยนมุมคิด เห็นคุณค่า มองเห็นทั้งความหลากหลายในแทบจะทุกมิติ ทำพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทหลากหลาย ในที่สุด พื้นที่สีเขียวเหล่านี้ด้วยนโยบายที่ก้าวหน้า พื้นที่สีเขียว สวน และป่า ที่จะเข้ามาล้อมเมือง จึงกำลังค่อยๆ กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ กระทั่งกลายเป็นหัวใจใหม่ของเมือง ที่ทำให้เมืองและผู้คน แข็งแรงขึ้นทุกๆ ด้าน
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://spacebar.th/social/sustainability-bangkok-green-space-growth-by-governor-era
https://www.nationalgeographic.com/environment/article/london-national-park-city
https://www.kcl.ac.uk/news/biodiversity-is-key-to-the-mental-health-benefits-of-nature-new-study-finds
https://www.centreforcities.org/reader/benefits-challenges-green-belt/
https://teamchadchart.com/city/25