ไม่พบผลการค้นหา
'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ตั้งข้อสังเกตเลือกตั้ง69 พรรคสีส้มจะใช้วาทกรรมเดิม 'เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง' หรือจะไปทาง 'Grand Compromise'

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (21 มกราคม 2569) ว่า ผมเคยโพสต์เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่าเลือกตั้งคราวนี้ พรรคสีส้มจะใช้วาทกรรมเดิมคือเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หรือจะไปทาง Grand Compromise

ที่ต้องอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะผมแน่ใจว่า 2 คำนี้ เดินไปพร้อมกันในพรรคการเมืองเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะในสนามเลือกตั้ง

เราไม่ได้ยินคำว่าเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง บนเวทีปราศรัย ดีเบต หรือการลงพื้นที่ของพรรคประชาชน ทั้งที่เคยเป็นคำใหญ่ของพรรคก้าวไกล หลังจากธนาธรพูดที่ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ว่าประเทศไทยจะเกิด Grand Compromise ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า คำว่าเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็เงียบลงเมื่อเข้าสู่สถานการณ์เลือกตั้ง

พรรคประชาชนย้ำทุกวันตั้งแต่ระดับแกนนำจนถึงผู้สมัครว่าไม่แก้ 112 ไม่มีนโยบาย ถึงได้เป็นรัฐบาลก็ไม่แก้ อ้างเหตุจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ท่าทีนี้ค่อนข้างแตกต่างกับคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าเท้ง ว่า“เราไม่เคยสื่อสารว่าลดเพดาน เราเสนอร่างแก้ไขม.112 เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้งพรรคฝั่งตรงข้าม และคำวินิจฉัยศาลไม่ได้สั่งห้ามแก้ไข ต้องผลักดันเดินหน้าการแก้ไข …” ตอนเปิดตัวเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว แก้ 112 เป็นประเด็นฉายความก้าวหน้า แต่ล่าสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ วีระยุทธ แคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชนบอกว่า ใครพูดว่าพรรคมีนโยบายแก้ 112 คือการกล่าวหาและใส่ร้ายทางการเมือง

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว พิธาแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ติดสติกเกอร์รณรงค์ของกลุ่มเยาวชนในช่องยกเลิก 112 ไม่ติดช่องแก้ไข และย้ำชัดบนเวทีปราศรัยว่าต้องเริ่มจากแก้ไขก่อน ถ้าแก้ไม่ได้ค่อยไปยกเลิกกัน(ตอนนี้ชัดแล้วว่าแก้ไม่ได้ เพราะพรรคส้มยืนยันว่าไม่แก้) หลังจากนั้นก็ยกเลิกจริงๆ คือยกเลิกการพูดถึงเรื่องนี้

เลือกตั้งคราวนี้แม้จะมีประเด็นการปฏิรูปกองทัพอยู่บ้าง แต่เมื่อเจอคำถามเรื่องมีทหารไว้ทำไม พรรคประชาชนก็ยืนยันว่าอยู่ข้างเดียวกับกองทัพ ไม่เคยวิจารณ์ทหารแบบเหมารวม พุ่งเป้าที่ทหารเผด็จการหรือทหารหาผลประโยชน์ ปกป้องทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งเข้าใจได้ แต่พอไปถึงขั้นหัวหน้าเท้งบอกว่าพรรคสีส้มอนุมัติซื้อกริพเพนที่ไปทิ้งไข่ลงกัมพูชาก็มีเสียงทักท้วง เพราะเครื่องบินเหล่านี้จัดซื้อเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คนละชุดกับที่อ้างถึง

ส่วนตัวผมยังมีความถามด้วยว่า เพื่อการแสดงความเป็นฝ่ายเดียวกันกับกองทัพ จำเป็นต้องกล่าวอ้างไปถึงการทิ้งไข่ ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีการบาดเจ็บล้มตายหรือไม่

ดูมาถึงตรงนี้ เข้าใจว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าตามแนวทาง Grand Compromise และคงเริ่มไปแล้วตั้งแต่โหวตตั้งรัฐบาล MOA

ส่วนจะ Compromise กับใคร แค่ไหน อย่างไร ต้องติดตามตอนต่อไป

เรื่องมีเราไม่มีเทา สำหรับผมการเมืองเป็นเรื่องของมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา เป็นธรรมดาวิถีคน

มนุษย์สร้างระบบการเมืองที่ชอบธรรมได้ แต่การเมืองอันชอบธรรมไม่แน่ว่าจะสร้างมนุษย์ที่เลิศเลอ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ และคนเปลี่ยนแปลงได้ ดูคนต้องดูกันถึงบรรทัดสุดท้าย ที่เคยขาวอาจกลายเป็นดำ ที่เทาหรือดำอาจไม่ใช่ตลอดไป หรือบางคนอาจถูกป้ายสีจนสุดทาง กว่าจะมีใครเข้าใจ

การขีดเส้น ขาว เทา ดำ โดยกลไกของพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะเป็นจริงได้

แก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่ตั้งคณะกรรมการรณรงค์เห็นชอบ เคลื่อนไหวร่วมกับฝ่ายต่างๆ การแสดงจุดยืนเรื่องไม่ควรมีข้อยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 ของหัวหน้าพรรคประชาชน คือเรื่องที่ตรงตามหลักการ จะบอกว่าเป็นความกล้าหาญก็พูดได้ แต่ผมมีสมมติฐานอีกแบบ

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อแบบนี้มาตลอดแต่พรรคสีส้มไม่เชื่อ จึงเกิดรัฐบาล MOA การที่รัฐบาลน้ำเงินเห็นชอบให้ทำประชามติคือการเล่นตามน้ำ ไม่ให้การต้มส้มดูน่าเกลียดเกินไป อย่างน้อยก็ยังอ้างได้ว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ที่ต้องยุบสภาเพราะคุยกับสว.ไม่ได้

การตั้งคำถามโดยไม่กำหนดข้อยกเว้นแม้ดูเหมือนเปิดกว้าง แต่โดยกลไกอำนาจทั้งในและนอกระบบ เขาคงไม่ปล่อยให้ประชามติผ่านง่ายๆ คำถามประชามติแบบนี้น่าจะวางงานให้เกิดแนวต้าน ผมเชื่อว่าจะมีการปั่นกระแสไม่เห็นชอบ โดยยกประเด็นหมวด 1 หมวด 2 อ้างอิงสถาบันในโค้งสุดท้าย

ถ้ามีการประกาศแก้หมวด 1 หมวด 2 จะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับตอนประกาศแก้ 112 ซึ่งการแก้กฎหมายในทางหลักการและกระบวนการทำได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย

112 เป็นประมวลกฎหมายอาญายังเดินแก้ต่อไม่ได้ นึกไม่ออกว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 จะเดินยังไง

ไม่ใช่เรื่องกลัวเรื่องกล้านะครับ แต่คือเรื่องจริง ผมว่าแก้รัฐธรรมนูญถ้าเดินไม่รัดกุมจะเข้าร่องแข้งฝ่ายเขา

ผมยืนบนเวทีพรรคเพื่อไทย เป็นคู่แข่งทางการเมืองกับพรรคประชาชนในสนามเลือกตั้ง เรื่องนี้ชัดเจนไม่ปิดบัง เพียงแต่ในมุมของผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง เมื่อพบเห็นความเคลื่อนไหว หรือความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ จึงขอบันทึกไว้ ผลเลือกตั้งออกทรงไหนเป็นเรื่องหนึ่ง แต่มุมภาพทางการเมืองที่ผมทำเครื่องหมายไว้ก็น่าสนใจ