‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (1 เมษายน 2569) ว่า ผมขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องภาคเหนือที่กำลังเผชิญวิกฤต PM 2.5 อย่างหนักในเวลานี้ครับ
เราต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มนุษย์เรามีส่วนสร้างขึ้นในหลายมิติ ทั้งจากการเผาในที่โล่ง ภาคการเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งในรอบนี้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา โดยเฉพาะ “ปรากฏการณ์ฝาชี” ที่อากาศชั้นบนซึ่งอุ่นกว่าจะกดทับอากาศเย็นด้านล่างเอาไว้ ทำให้ระบบอากาศไม่สามารถระบายมลพิษได้ตามปกติ การไหลเวียนจึงหยุดนิ่งและฝุ่นถูกกักไว้ใกล้พื้นดินในระดับที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน
สิ่งสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจคือ PM2.5 จะลดลงได้ผ่านกลไกทางธรรมชาติหลัก ๆ ได้แก่
Wet deposition หรือการที่ความชื้นเพิ่มขึ้นจนฝุ่นจับตัวและตกลงสู่พื้น
Dry deposition ซึ่งเป็นการตกตามแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างช้า
Ventilation คือการอาศัยกระแสลมหรือการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศเพื่อพาฝุ่นกระจายออกไป
หากเราต้องการแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืน เราจำเป็นต้องยกระดับจากการคอยรับมือไปสู่การสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานครับ
ปัจจุบันเรามีองค์ความรู้จากงานวิจัยมากพอที่จะระบุได้ว่า PM2.5 ไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ประกอบด้วยทั้งฝุ่นที่มาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง และฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดขึ้นใหม่ในบรรยากาศ
ดังนั้นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวต้องเริ่มจากการตอบคำถามให้ได้ว่า “ฝุ่นมาจากไหน” ในแต่ละพื้นที่ เพื่อที่เราจะได้จัดการที่ต้นเหตุอย่างจำเพาะเจาะจง
ผมจึงมีข้อเสนอที่ควรดำเนินการอย่างจริงจัง คือการใช้ข้อมูลจาก NARIT GISTDA กรมฝนหลวง (การเจาะชั้นบรรยากาศ) และอุตุนิยมวิทยามาบริหารจัดการสภาพอากาศ พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลจากภาคเกษตรเพื่อลดการเผาในที่โล่งอย่างเป็นระบบ และต้องสนับสนุนงานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นเพื่อระบุแหล่งกำเนิดให้แม่นยำ รวมถึงการควบคุมสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิอย่างเข้มงวด
แต่ก็ต้องไม่ละเลยมาตรการเบื้องต้นที่จำเป็นและต้องทำทันที นั่นคือการกระจายหน้ากาก N95 ให้ถึงมือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เครื่องฟอกอากาศ การจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และการเร่งพัฒนา “พื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่น” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จริง
เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องของอากาศไม่ใช่แค่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของ “ความปลอดภัยพื้นฐาน“ ของทุกคน การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง
เพราะอากาศที่เรากำลังหายใจอยู่ไม่ควรเป็นปัจจัยที่สร้างความเสี่ยงให้กับชีวิตของใครเลยครับ