ไม่พบผลการค้นหา
'จาตุรนต์' เสนอ ให้สถาบันพระปกเกล้าศึกษาผลของการใช้บังคับพระราชบัญญัติ 'สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ...' โดยขอให้ดูแลและให้โอกาสเยาวชนมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเป็น 'บาปติดใจ' พวกเราไปอีกยาวนาน

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียล x @chaturon วันนี้ (22 ตุลาคม 2568) ว่า

วันนี้ผมใช้สิทธิ์หารือกับท่านประธานเป็นครั้งแรกในสภาชุดนี้ ประเด็นที่ขอหารือคือ ขอให้ท่านประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสถาบันพระปกเกล้า มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าศึกษาผลของการใช้บังคับพระราชบัญญัติ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ...” ซึ่งเมื่อวานนี้สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติผ่านวาระที่สามแล้ว

เหตุผลของผมคือ เมื่อวานเราผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม และบรรเทาความเดือดร้อนที่ยืดเยื้อยาวนานของประชาชน ขณะเดียวกัน ในกระบวนการจัดทำร่าง คณะกรรมาธิการได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถภายใต้เวลาจำกัด คาดว่าจะเกิดประโยชน์ตามเจตนารมณ์ แต่ร่างนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ อยู่ในหลักการของบางฉบับ และในมาตรา 3ของทุกฉบับ ส่งผลให้กฎหมายไม่ครอบคลุมคดีบางประเภทซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งในยุคสมัยปัจจุบัน

คณะกรรมาธิการพยายามเพิ่มเติมข้อความในมาตรา 3 เพื่อให้คุ้มครองเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ไม่สำเร็จ จึงไปแก้ไขเพิ่มเติมเป็น “มาตรา 9/1” เพื่อให้ใช้กระบวนการศาลเยาวชนและครอบครัว ช่วยคุ้มครองผู้กระทำความผิดต่อเมื่อครั้งยังเป็นเยาวชน

สิ่งที่ผมขอให้ท่านประธานพิจารณามอบหมายสถาบันพระปกเกล้าศึกษาไปศึกษาผลจากการใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ

(1) ผลของกฎหมายฉบับนี้ต่อการ “สร้างเสริมสันติสุข” ในสังคม โดยเฉพาะประเด็นที่ร่างยังไม่ครอบคลุม

(2) ผลของการดูแลและให้โอกาสแก่เยาวชนที่มีคดีขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี

(3) ผลต่อ “หลักนิติธรรม” ซึ่งเดิมก็ถูกกระทบอย่างหนักจากการนิรโทษตนเองของคณะรัฐประหารอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ที่เพิ่มฐานความผิดจำนวนมากใน “บัญชีท้ายพระราชบัญญัติ” จะกระทบต่อหลักนิติธรรมของประเทศอย่างไร และสังคมไทยควรดูแลประเด็นนี้อย่างไรต่อไป

(4) ผลของการใช้บังคับกฎหมายต่อกรณีการแสดงออกหรือความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้

สิ่งที่ผมเสนอประธานสภาฯ ไปคือความต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ (21ต.ค.) ที่ผมอภิปรายไปแล้วว่าในการพิจารณาบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งมีฐานความผิด เช่นกรณี “ยึดสนามบิน” ที่คดียังค้างอยู่ โดยเฉพาะคดีแพ่ง หากบัญญัติแล้วก็เป็นอันยุติ ไม่ต้องชำระค่าเสียหายกันต่อไป แต่ในส่วนคดีอาญาอย่าง “ก่อการร้าย” ก็มีอยู่ในบัญชีแนบท้าย เป็นต้น เช่น มาตรา 15/2, 15/15, อนุ 1 (2) และอื่น ๆ ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และยังมีอีกหลายมาตราที่ร้ายแรงไม่แพ้กัน

ทำให้เรากำลังจะนิรโทษ “ครอบคลุมทั้งสองทศวรรษ” ล้างเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งหมด ไม่ว่าความผิดจะร้ายแรงเพียงใดก็จะถูกนิรโทษ โดยสองทศวรรษนี้เป็นช่วงการต่อสู้ทางการเมือง ทั้งการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและการต่อต้านรัฐประหารสลับกันไปมา อย่างไรก็ดี มีช่วงเวลาที่ “เยาวชน” เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหลายกรณีไม่ใช่ข้อหาก่อการร้ายหรือความผิดร้ายแรงระดับที่กำลังนิรโทษให้ แต่เมื่อเสนอให้ยกเว้นโทษแก่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กลับไม่สามารถทำให้ชัดเจนได้ โดยยังปล่อยให้เป็นดุลพินิจของศาล

ประเด็นนี้ทำให้ทำใจยากในแง่ความยุติธรรม หากเจตนาจะสร้างสันติสุข ก็ควร “รื้อความขัดแย้งให้หมด” ในทุกฝ่าย ไม่ว่าความผิดร้ายแรงเพียงใดก็ยังนิรโทษได้ แต่พอถึงเรื่องของเยาวชน ซึ่งอัตราโทษต่ำกว่าคดีก่อการร้ายมาก กลับทำให้เบ็ดเสร็จชัดเจนกว่านี้ไม่ได้

ผมจึงขอให้ดูแลและให้โอกาสเยาวชนมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเป็น “บาปติดใจ” พวกเราไปอีกยาวนาน ว่าวันหนึ่งเราได้ “นิรโทษคนทั้งสองทศวรรษ” ที่ต่อสู้กัน โดยหลายกรณีละเมิดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ประเทศเสียหายอย่างยับเยิน อัตราโทษมหาศาลถึงขั้นประหารชีวิต แต่เราก็นิรโทษยกให้หมด พอมากับเด็กยากเย็นขนาดนี้ได้อย่างไร

ผมเข้าใจว่าการกำหนดฐานความผิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ไม่ว่าอย่างไร อัตราโทษก็ต่ำกว่าเรื่องที่เรากำลังนิรโทษกันอย่างง่ายดาย ประเด็นสำคัญคือ “เขาเป็นเด็ก” อายุไม่ถึง 18 ปี บางรายอายุเพียง 14–15 ปี เราจะเขียนให้ชัดกว่านี้ได้หรือไม่ หากกังวลว่าวุฒิสภาอาจไม่เห็นชอบหรือขัดหลักการ ก็ยืนยันว่า “หลักการในสามร่าง” อย่างน้อยสองร่างไม่ได้ระบุฐานความผิดเฉพาะ แต่ใช้หลัก “นิรโทษเพื่อสันติสุข” จึงยังสามารถยึดหลักการดังกล่าวได้ และหากต้องเสี่ยง ก็ขอให้เสี่ยงร่วมกัน

ผู้ที่จะได้รับอานิสงส์จากนิรโทษกรรมครั้งนี้ซึ่งอยู่ฝ่ายรัฐบาล ก็ควรไปหารือกับรัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งประสานกับวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่ให้กฎหมายนี้เกิดผล โดยไม่ “ปล่อยปละละเลย” เด็กและเยาวชนดังที่ได้กล่าวมา ผมอยากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

ท้ายที่สุด แม้โหวตแล้วก็คงผ่าน แต่เมื่อใครกลับมาศึกษาย้อนหลัง เขาจะกล่าวถึงคณะกรรมาธิการและสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ไปอีกนาน และเราจะตอบได้ยากว่า เรื่องนี้สอดคล้องกับความยุติธรรมแท้จริงเพียงใด ขอบคุณครับ