หลังจากที่ NASA ปล่อยภาพโลกฉบับอัพเดทจากภารกิจ Artemis II (อาร์เทมิส) ขณะปฏิบัติการเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก จนทำเอาคนทั้งโลกเกิดอาการที่เรียกว่า The Overview Effect หรือการตระหนักรู้บางอย่างเมื่อเห็นภาพโลกจากอวกาศกันไปตามๆ กันกับเหล่านักบินอวกาศในภารกิจ
และในวันที่ 6 เมษายนนี้ ยาน Orion จะบินผ่านดวงจันทร์ในระยะใกล้ที่สุดในรอบ 54 ปี วอยซ์จึงขอพาคุณไปสำรวจเกร็ดน่ารู้ของภารกิจทดสอบการบินโฉบดวงจันทร์โดยไม่ลงจอดครั้งนี้ของ NASA หรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นการเทสระบบก่อนจะมีภารกิจนำนักบินอวกาศไปจอดบนดวงจันทร์จริงๆ ในปี 2027-2028
1. ยาน Artemis II ออกเดินทางเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026
จากฐานปล่อยจรวด Launch Complex 39B ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา เวลา 18:35 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของอเมริกา ท่ามกลางผู้ชมนับหมื่นที่มารอชมการปล่อยยาน ขณะนี้ยานกำลังแล่นอยู่ในห้วงอวกาศลึกและมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์
ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่การบินวนรอบดวงจันทร์ แต่เป็นการบินผ่านดวงจันทร์ หรือ Lunar Flyby โดยใช้เส้นทาง Free-return trajectory คือ ยานบินออกจากโลก เข้าใกล้ดวงจันทร์ แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ดีดยานกลับ วนเป็นเลข 8 แล้วกลับสู่โลก โดยไม่มีการโคจรรอบดวงจันทร์และไม่มีการลงจอด เป็นแค่การโฉบผ่าน ในระยะใกล้ที่สุดประมาณ 4,000-6,000 ไมล์เหนือพื้นผิวดวงจันทร์
2. ทีมนักบินอวกาศในภารกิจนี้ประกอบด้วย รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการภารกิจ, วิกเตอร์ โกลเวอร์ นักบินผิวสีคนแรก คริสตินา คอช ผู้เชี่ยวชาญภารกิจและเป็นผู้หญิงคนแรก ทั้งสามจาก NASA และ เจเรมี แฮนเซน จากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) นับเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่เดินทางออกนอกวงโคจรต่ำของโลกและเข้าใกล้ดวงจันทร์
3. นี่คือครั้งแรกในรอบ 54 ปีที่มนุษย์เดินทางออกไปไกลขนาดนี้นับจากภารกิจ Apollo 17 เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1972 นั่นหมายความว่า กว่าครึ่งศตวรรษที่มนุษยชาติหยุดพักจากการสำรวจอวกาศห้วงลึก หรือ Deep Space Exploration และภารกิจของยาน Artemis II คือการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ที่โลกรอคอย
4. บนยาน Orion ของภารกิจ Artemis II มีผู้โดยสารพิเศษคือตุ๊กตาชื่อ Rise ออกแบบโดยลูคัส เย เด็กชายวัย 8 ขวบจากเมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้คว้าชัยจากการแข่งขันออกแบบ Moon Mascot ที่มีผู้ส่งผลงานเข้ามากว่า 2,600 ชิ้น จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยตุ๊กตานี้ทำหน้าที่เป็น Zero Gravity Indicator เมื่อถึงสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง มันจะลอยขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณว่าถึงอวกาศแล้ว ภายในตัวตุ๊กตายังซ่อน MicroSD Card บรรจุชื่อของผู้คนกว่า 3.1 ล้านคนทั่วโลกที่ลงทะเบียนผ่านโครงการ Fly Your Name ในภารกิจก่อนหน้า NASA เคยใช้ Snoopy (Artemis I), Baby Yoda (SpaceX Crew-1) และ R2-D2 เป็น Zero Gravity Indicator มาแล้ว
5. เมนูอาหารในอวกาศครั้งนี้มีทั้งหมด 189 รายการ และมีซอสพริกถึง 5 ชนิด เนื่องจากยานไม่มีตู้เย็นและไม่มีการส่งเสบียงเพิ่มตลอดภารกิจ 10 วัน อาหารบนยานจึงเป็นอาหารที่เก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น รายการอาหารกว่า 189 ชนิด ครอบคลุมตั้งแต่ตอร์ติญ่า เนื้อบาร์บีคิว ไปจนถึงกาแฟ 43 มื้อ และซอสพริกถึง 5 แบบให้เลือก ฝั่งเมนูของหวานก็ไม่ขาด มีทั้งเค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต และพุดดิ้ง ส่วน เจเรมี แฮนเซน นักบินชาวแคนาดาได้นำ maple cream cookies และ maple syrup ขึ้นไปด้วย
6. สิ่งของที่นำขึ้นยาน Orion มี iPhone 17 Pro Max เพื่อใช้ถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอขณะใช้ชีวิตในยานอวกาศ นอกจากนี้ยังมีของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์อีกหลายชิ้น อย่างเช่นเศษผ้าเล็กๆ จากเครื่องบินของพี่น้องตระกูลไรต์ที่บินขึ้นฟ้าสำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1903 ธงชาติอเมริกันที่ผ่านภารกิจ Space Shuttle ทั้งเที่ยวแรกและเที่ยวสุดท้าย ไปจนถึงธงที่เตรียมไว้สำหรับภารกิจ Apollo 18 ที่ถูกยกเลิกกลางคันเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน
และที่น่าสนใจในบรรดาสิ่งของทั้งหมดคือ ‘อวัยวะจำลองบนชิป’ หรือ organ-on-a-chip อุปกรณ์วิจัยขนาดจิ๋วที่ถูกนำขึ้นไปเพื่อศึกษาผลกระทบของรังสีและสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงต่อเนื้อเยื่อมนุษย์ในอวกาศห้วงลึก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการเตรียมภารกิจสู่ดาวอังคารในอนาคต
7. ภารกิจ Artemis II ออกเดินทางโดยที่ห้องน้ำใช้การไม่ได้ตั้งแต่วันแรก ก่อนที่ทีมวิศวกรใน Mission Control จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จก่อนสิ้นสุดวันที่สองของภารกิจ นับเป็นหนึ่งในวิกฤตที่เร่งด่วนที่สุดในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ แม้แต่ภารกิจระดับมวลมนุษยชาติก็ยังมีเรื่องเตือนใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์อยู่เสมอ
8. รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการภารกิจเล่าว่า จังหวะที่ Mission Control หมุนตัวในขณะที่พระอาทิตย์กำลังลับหายไปหลังโลก เป็นช่วงเวลาที่ทำให้นักบินทั้งสี่คนต้องหยุดนิ่งเพื่อชมภาพโลกจากอวกาศโดยพร้อมเพรียงกัน ลูกเรือทุกคนมองเห็นโลกทั้งโลกตั้งแต่ขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้พร้อมแสงออโรร่าระยิบระยับ
9. คาดการณ์ว่าภารกิจ Artemis II จะทุบสถิติระยะห่างจากโลกสูงสุดที่มนุษย์เคยเดินทางถึง โดยจะแล่นออกไปไกลกว่า 406,000 กิโลเมตรจากโลก ซึ่งเกินกว่าสถิติเดิมของ Apollo 13 และยังจะเดินทางเลยดวงจันทร์ออกไปอีกกว่า 7,600 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งไปและกลับมากกว่า 1 ล้านกิโลเมตร เทียบเท่ากับการขับรถข้ามประเทศอเมริกากว่า 200 รอบ
10. เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ยาน Orion จะพุ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูงถึง 40,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งร้อนเพียงพอที่จะหลอมโลหะทั่วไปให้ละลาย ก่อนที่โล่ป้องกันความร้อนจะทำหน้าที่ปกป้องลูกเรือ และร่มชูชีพจะพายานลงจอดในมหาสมุทรมหาสมุทรในวันที่ 10 เมษายน
อ้างอิงข้อมูลจาก