ไม่พบผลการค้นหา
ไม่ว่าจะเป็น “ธนาธร-สุดารัตน์” ไม่ว่าจะเป็น “สุริยะ” ไม่ว่าจะเป็นผู้ปลุกปั้นอภิสิทธิ์จนเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอย่าง “กำนันสุเทพ” ไม่ว่าจะเป็นมิตรในวงการสื่ออย่าง “เปลว สีเงิน” ไม่ว่าจะเป็น “ชูวิทย์” ถนนทุกสายล้วนตั้งคำถามไปยัง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถึงความไม่คงเส้นคงวาในทางการเมือง

รุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม ทีมอภิสิทธิ์ ตั้งใจสร้างคะแนนนิยมในโค้งสุดท้าย ด้วยการแพร่คลิปวีดิโอคำประกาศจุดยืนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ แน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจสร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ที่ว่าประชาชนเป็นใหญ่  5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ ประเทศเสียหายมามากพอแล้ว”

ให้หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ปรากฎการณ์ที่หวังสร้าง ความนิยมที่หวังได้ เปรียบได้กับปราสาททราย นั่นคือ ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา ถูกทำลายลงในพริบตา ด้วยจังหวะการกระชากหน้ากากการเมืองโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ในเวทีดีเบตของสื่อออนไลน์ยักษ์ใหญ่ The Standard

“คำถามสำคัญคือ ไม่ใช่เอาหรือไม่เอาคุณประยุทธ์หรือเปล่า พอเห็นธนาธรพูดว่า ไม่เอาคุณประยุทธ์ แล้วสังคมสนับสนุนกัน ทุกคนก็ออกมาบอกว่า ไม่เอาคุณประยุทธ์”

“ผมว่าประเด็นใหญ่ไม่ใช่แค่ไม่เอาคุณประยุทธ์ แต่ต้องพูดว่าไม่เอาพลังประชารัฐด้วย ผมเชื่อว่า มีพรรคบางพรรคที่บอกว่าไม่เอาคุณประยุทธ์ แต่จะจับมือกับพลังประชารัฐ ถ้าชูตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี”

ให้หลังประโยคนี้ ผู้คนทั้งห้องประชุมทั้งเฮลั่นทั้งปรบมือยาวนาน นานแบบชนิดที่ไม่มีนักการเมืองคนใดในห้องประชุมได้รับมาก่อน  นี่คือจุดตายจุดแรกของ อภิสิทธิ์ ก่อนที่การแถลงปิดเวทีจะเป็นการนำพาตัวเองสู่หลุมลึกทางการเมือง

ให้หลังจากนั้นไม่นานนัก อภิสิทธิ์ขึ้นกล่าวปิดเวทีดีเบตด้วยการตอบคำถามที่ยากที่สุดในชีวิตคำถามหนึ่ง

พิธีกร ถามกลับมายังนายอภิสิทธิ์ว่า ถ้าคุณอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคพลังประชารัฐคือสมการที่สำคัญ สุดท้ายจะดึงพลังประชารัฐหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “อยู่ที่เงื่อนไขที่ผมจะตั้งให้เขา แล้วเขาจะรับหรือไม่ ถ้ามีการสืบทอดอำนาจในรูปแบบใดใด ผมก็ปฏิเสธครับ ไม่มีการร่วมกัน”

ควรต้องย้ำด้วยว่า อภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองเพียงคนเดียวในเวทีดีเบตวันนั้นที่ได้รับเสียงโห่หลังการตอบคำถามเป็นผลจากจุดยืนไม่ชัดเจน คลุมเคลือ และสาดโคลนพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะความพยายามในการสาดโคลนไปที่พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ แต่ไม่ว่าจะสาดโคลนอย่างไร ต้องเรียกว่า “ผู้ชมเขาดูออก”

ให้หลังจากนั้นไม่นาน ถนนทุกสายส่งคำโจมตีไปยัง “อภิสิทธิ์” ถึงความไม่คงเส้นคงวาในทางการเมือง เพราะคำตอบของอภิสิทธิ์บนเวที เปิดช่องร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ

เริ่มจาก “คุณหญิงหน่อย” ที่ทวิตว่า "จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาลชัดเจนมากค่ะ คือ 'เอาลุงคืนไป เอาเงินในกระเป๋ากลับคืนมา' หมดเวลาสำหรับการเมืองที่ไม่มี 'จุดยืน' ที่ชัดเจน เหมือนกับบางพรรค ที่ตอนเช้าไม่เอาลุง แต่ตอนบ่ายเอาพรรคที่สืบทอดอำนาจลุง #หมดเวลานักการเมืองดัดจริตต่อชีวิตเผด็จการ”

เมื่อกระแสรุมเร้าหนักเข้า อภิสิทธิ์ก็เปิดเวทีแถลงข่าวที่พรรคสิบโมง แถลงอย่างช้าๆ ทว่ายิ่งเป็นการตกหลุมไปยังหลุมที่ตัวเองขุดขึ้นเอง

“พรรคประชาธิปัตย์ มุ่งสู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล และจะต้องจัดตั้งรัฐบาลบนอุดมการณ์ ที่ไม่มีการทุจริตและไม่มีการสืบทอดอำนาจ ส่วนจะมีพรรการเมืองใดมาร่วมบ้าง ต้องรอดูผลการเลือกตั้งก่อนซึ่งจะยึดหลักการดังกล่าว”

“ประชาธิปัตย์ยืนยันชัดเจนแล้วว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถออกมาจากความครอบงำเรื่องของผลประโยชน์ได้และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถร่วมงานได้เช่นกัน”

“ขอยืนยันว่า ถ้าพรรคพลังประชารัฐยังคิดสืบทอดอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ร่วมด้วย หรือถ้าหากจะให้เลือกพรรคพลังประชารัฐมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั้น จะต้องพิจารณาก่อน ถ้าหากพรรคพลังประชารัฐไม่มีพลเอกประยุทธ์อยู่แล้ว เพราะไม่ได้เป็นทั้งสมาชิกพรรคและไม่ได้เป็นแกนนำพรรค พลเอกประยุทธ์ก็ไม่ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว”

“หากพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมาก ก็ยินดีเป็นฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านไม่ต้องจับมือใคร”

เป็นการแถลงโดยปิดช่องกับจับมือกับพรรคเพื่อไทย แต่เปิดช่องและประกาศถึงเงื่อนไขในการจับมือกับพลังประชารัฐ

สิ้นเสียงปฏิเสธจับมือกับพรรคเพื่อไทย คุญหญิงสุดารัตน์ตอบทันทีว่า “คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย เราขอบคุณ เพราะเราก็ไม่ร่วมกับคุณ” ขณะที่พรรคพลังประชารัฐโดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็โต้กลับทันที หลังได้ยินว่าอภิสิทธิ์ประกาศไม่หนุนประยุทธ์แล้ว “หากไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ หมายความว่าจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่”

จากที่ตั้งใจ กินรวบคะแนนทั้งสองฝั่ง คือคนไม่เอาประยุทธ์ และไม่เอาทักษิณ แต่ก็ปรากฎว่า ความเสียหายทางการเมืองดำเนินไปอย่างรวดเร็วในหมู่ฐานเสียงประชาธิปัตย์/อดีต กปปส./สื่อฝ่ายขวา สะท้อนผ่าน คำปราศรัยอันดุดันของ “กำนันสุเทพ” รวมถึง สื่อใหญ่ที่ออกมาจากโจมตีอภิสิทธิ์ ถึงการเดินเกมส์การเมืองในครั้งนี้

สุเทพ เทือกสุบรรณ :  “ผมอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ๓๗ ปี ผมเป็นเลขาธิการพรรค เป็นผู้บริหารพรรคคนสำคัญคนหนึ่ง และผมบอกกับพี่น้องตรง ๆ ผมนี่เป็นคนทำให้อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี....ถ้าไม่ใช่เพราะผม ผมไม่รู้ว่า 'ชาติหน้า' มันจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นี่แหลงกันตรง ๆ

แต่วันนี้ อภิสิทธิ์มาประกาศแล้ว ออกทีวีแล้ว ประกาศแล้วว่า เลือกตั้งคราวนี้ เขาประกาศจุดยืนเลย  เขาไม่สนับสนุนประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่นอน

เขาไม่เอา..ผมก็ข้องใจ อยากจะถามอภิสิทธิ์ว่า....'ตกลงอภิสิทธิ์ยืนข้างเดียวกับทักษิณเต็มตัวแล้วใช่มั้ย?' นี่แสดงว่า ถ้าฝ่ายทักษิณเทคะแนนให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เอาทันทีใช่มั้ย ? นี่แสดงว่า 'มึงอาจอยากจะเป็นนายกฯ มึงลืมพวกกูที่ถูกฆ่าไปแล้วใช่มั้ย?”

ขณะที่ “เปลว สีเงิน” เขียนในบทความชื่อ “จดหมายรัก ฉบับเลอะเลือน” ว่า

  “การออกมาพูดอย่างนี้ พลเอกประยุทธ์ เขาไม่เสีย

   ตัวคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เองนั่นแหละ มีแต่ "เสียกับเสีย"

   อย่างแรก "เสียแรง" เป็นผู้นำพรรค ที่วางตำแหน่งพรรคประชาธิปัตย์เป็น "สถาบันการเมือง"

   อย่างที่สอง "เสียบุคลิก" คนเคยอยู่ในสถานะ "ผู้นำ" ประเทศ

   อย่างที่สาม พรรคมาตรฐานประเทศ "ออกมวย" ยังกะเด็กวัด

   พลเอกประยุทธ์และพลังประชารัฐ เขาไม่เดือดร้อนหรอก ตัวคนพูดและพรรคคนพูดนั่นแหละ

   เหมือนทารกอนุบาล ๑ คลานออกมาหน้าชั้น แล้วบอก

   "พ้มจะไม่กินนมแม่ต่อไป........

   ต่อไปนี้ พ้มจะเลี้ยงดูครอบครัวเอง”!

นอกจาก จดหมายรักฉบับเลอะเลือน อภิสิทธิ์ยังได้รับจดหมาย จาก “ชูวิทย์” ด้วย เป็นจดหมาย จาก “ประชาชนที่เคยรักคุณ” ถึง “อดีตรักที่จากไป”

“คิดถึงวันเก่าๆ หากคุณใจสู้สักนิด ไม่ใจมด ผลุบๆ โผล่ๆ ทิ้งฉันให้เดียวดาย ปล่อยให้ตาเทพมาหลอก ลุงเขียวคงไม่มาเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันได้ถึงเพียงนี้

อย่ามาพร่ำบอกว่ายังรักฉันคนเดียว ให้กลับมาอยู่กินกันเหมือนเก่าอีกครั้ง

คนอย่างคุณนอกใจฉันไม่พอ ยังตีสองหน้าได้เก่งนัก

ตอนนี้ฉันมีคนใหม่แล้ว ลองคบกับเขาอยู่ เขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่เชื่อใครง่ายๆ ฉันก็ยังหวั่นๆ ไม่รู้ว่าจะพลาดเหมือนเก่าไหม แต่ยังไงฉันขอเลือกทางเดินของฉันเองดีกว่าที่จะมาจมปลักอยู่กับคุณ”

สำหรับฝ่ายประชาธิปไตย จุดยืนของอภิสิทธิ์ เป็นเกมส์การตลาด-เกมส์การเมือง ที่ไม่อาจซื้อใจ-ได้ใจ-ความไว้วางใจขนาดจะไปกาให้พรรคสีฟ้าในวันเลือกฟ้า เพราะประวัติทางการเมืองของอภิสิทธิ์ พิสูจน์แล้วว่า “พร้อมเปลี่ยนจุดยืนเสมอ เพื่อให้ตัวเองมีที่ยืน” ทว่าสำหรับฝั่งเดียวกันเอง เหตุผลสวยๆ หลังการเลือกตั้ง ต้องสวยพอ ต้องหรูพอ ต้องน่าฟังพอ ที่จะชวนคนอย่างสุเทพหรือเปลวสีเงินให้กลับมาไว้วางใจกันและกัน!!  



วยาส
6Article
0Video
53Blog