ไม่พบผลการค้นหา
ครม. มีมติรับทราบระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรณีขอจัดสรรงบกลางต้องเป็นรายจ่ายเพื่อป้องกันความสงบเรียบร้อย - เยียวยาภัยพิบัติ เผยวงเงินเกิน 100 ล้านบาทต้องขอ ครม.เห็นชอบก่อน

1 ต.ค. 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ซึ่ง สงป. ได้วางระเบียบขึ้นใหม่ ภายใต้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ 2561 โดยมีหลักการและสาระสำคัญของระเบียบทำนองเดียวกับที่กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. กำหนดกรณีที่จะขอรับจัดสรรเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้สอดคล้องกับหลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามมาตรา 20 (6) ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ดังนี้

1.1 เป็นรายจ่ายเพื่อการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ

1.2 เป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง

1.3 เป็นรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว แต่มีจำนวนไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว

1.4 เป็นรายจ่ายที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ แต่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการและต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว

ทั้งนี้ หน่วยรับงบประมาณต้องตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าไม่สามารถนำงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณมาใช้จ่ายได้ หรือนำมาใช้จ่ายได้แต่มีจำนวนไม่เพียงพอ

2. การขอรับจัดสรรงบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณเสนอเรื่องให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล หรือผู้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นผู้กำกับแผนงานบูรณาการ แล้วแต่กรณี พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งคำขอให้สำนักงบประมาณ

สำหรับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร ให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการก่อน แล้วจึงส่งให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ต่อไป

3. การจัดสรรงบประมาณ สำนักงบประมาณจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ก่อนที่จะอนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่หน่วยรับงบประมาณ ดังนี้

3.1 กรณีวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท สำนักงบประมาณจะเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ

3.2 กรณีวงเงินเกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท สำนักงบประมาณจะเสนอนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

3.3 กรณีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท สำนักงบประมาณจะเสนอนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วจะแจ้งให้หน่วยรับงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

4. การใช้จ่ายงบประมาณ เมื่อหน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับอนุมัติเงินจัดสรรแล้ว หรือดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแล้วมีงบประมาณเหลือจ่ายต้องดำเนินการนำงบประมาณส่งคืน

5. การรายงาน หน่วยรับงบประมาณจะต้องรายงานผลการดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณต่อสำนักงบประมาณ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นไตรมาสและวันที่การใช้จ่ายงบประมาณแล้วเสร็จ รวมทั้งจัดทำสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ เพื่อเสนอรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล หรือผู้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นผู้กำกับแผนงานบูรณาการกรณีเป็นการดำเนินการภายใต้แผนงานบูรณาการ แล้วแต่กรณี

6. กำหนดให้ระเบียบมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ต.ค. พ.ศ 2562 และให้ถือปฏิบัติในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

7. ระเบียบฉบับนี้ ไม่เป็นการเพิ่มขั้นตอนการขอและการอนุมัติให้ใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กำหนดไว้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี พ.ศ. 2559 โดยให้ใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว